Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :

บทสนทนา “พูดคุย” กับผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ “Our Legacy”

/
/
/
1232 Views

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ Our Legacy แบรนด์ที่เพิ่งปล่อยคอลเลคชั่นร่วมกับ Vans อันเป็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในตอนนี้ เมื่อไม่นานมานี้แบรนด์สวีเดนนามว่า “Our Legacy” ได้ปล่อยรองเท้า Collaboration ครั้งแรกของแบรดน์ออกวางจำหน่าย โดยได้ทำร่วมกับแบรนด์ดังอย่าง Vans Vault ซึ่งค่อนข้าออกมาดูเป็นอะไรที่ไม่ได้เตะตานัก แต่ไม่ใช่กับวัฒนธรรมบริโภคสมัยนี้ ที่นิยมดีไซน์ที่เรียบง่ายบนนวัตกรรมวัสดุที่เหนือชั้น การร่วมงานกับ Vans นั้นเป็นเหมือนหน้าตาที่เปิดให้ Our Legacy เผยแพร่สไตล์การทำงานของพวกออกไปสู่คนหมู่มาก แม้ Our Legacy แบรนด์นี้ก่อตั้งมาเพียง 11 ปี แต่ในเวลาเท่านี้ก็นานพอให้พวกเขาแสดงฝีมือการออกแบบจนติดตรึงใจเป็นที่ชื่นชอบของชาวสตรีทแวร์ไม่เว้นแม้แต่คนในวงการสื่อสนีกเกอร์ด้วยกัน  ในโอกาสที่แบรนด์นี้เปิดตัวคอลเลคชั่น Our Legacy x Vans Vault เราจึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับแบรดน์นี้ได้ดีที่สุดก็คือการไปพุดคุยกับ Jockum Hallin  ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังการร่วมงานครั้งนี้ ไปกันเลยดีกว่า

เขาได้กล่าวแนะนำตัวอย่างเรียบง่ายสั้นๆว่า :

ผม Jockum Hallin  ผู้ร่วมก่อตั้ง Our Legacy พร้อมกับตอบคำถามต่อด้วยการแนะนำ Christopher ซึ่งเป็น creative director ของเขาที่ร่วมก่อตั้งเริ่มต้นแบรนด์นี้มาด้วยกัน

เมื่อเราถามต่อว่า มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังจากผ่านการทำงานมากว่า 10 ปี แล้วตอนนี้บริษัทโตแค่ไหนแล้ว? มันยังยุ่งอยู่ไหม? หรือมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น?

 เขาตอบว่า: หลังจากทำมาได้ไม่กี่ปี เราก็ดึง Riccardo มาเป็นพาร์ทเนอร์ เขาเป็นคนที่สามที่เข้ามาร่วม พวกเราทำทุกอย่างตั้งแต่ต้น แรกๆ จะมีผมกับ Christopher เราทุกอย่างตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการขาย แพ็คของ ส่งของ แต่ตอนนี้เรามีทีมที่ใหญ่ขึ้นและเป็นทีมที่ดี มันไม่ได้โตแบบก้าวกระโดดเรายังคงเป็นแบรนด์อิสระอยู่ ไม่มีนักลงทุนเข้ามาคุมมันทำให้เราต้องก้าวไปอย่างระมัดระวัง ซึ่งการทำทุกอย่างในด้วยตัวเองทำให้เรามีการตัดสินใจค่อนข้างละเอียด

ตอนนี้เรากำลังมองหาทำเลสำหรับการเปิดหน้าร้านของแบรนด์ เรามองไปทั้งนิวยอร์กและลอสแองเจอลิส หรือแม้แต่เบอร์ลิน เราเปลี่ยนแนวทางการทำงานไปนิดหน่อยเพราะเราทำมันมากว่า 11 ปีแล้ว ต้องปรับอะไรบ้าง ส่วนตัวผมกับ Christopher ยังทำทุกอย่างร่วมกัน แชร์ทัศนะในการออกแบบทั้งหมดด้วยกัน แต่หลักๆ Christopher ก็รับหน้าที่เป็นดีไซน์เนอร์ ส่วนผมก็มาเป็น CEO

ตอนนี้ผมมีลูกสองคน ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับพวกเขา หน้าที่ของผมเปลี่ยนไปบ้างเมื่อได้ Riccardo มาร่วมด้วย เขาเข้ามาดูแลดานการดำเนินงานต่างๆ ส่วนผมก็กลับไปสู่ประเภทงานที่ผมชื่นชอบ และเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดี นั่นก็คืองานด้านสินค้าและด้านสถานที่ อะไรที่เกี่ยวกับหน้าร้านเช่นสโตร์เราจะออกมาแบบไหน และก็คุมโปรเจคอย่างเช่นที่ทำร่วมกับ Vans

 

 

มีสองเรื่องที่เราอยากรู้มากก็คือ?

1 : การมีลูกนั้นเปลี่ยนวิธีการทำงานของคุณไปหรือเปล่า

การมีลูกก็เป็นการเปลี่ยนชีวิตคุณนั่นแหละ แน่นอนผมชอบเลี้ยงเด็กมันเป็นเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ มันทำให้ผมรู้ว่าไม่สามารถที่จะทำงาตลอด 24 ชั่วโมงได้ ผมต้องมีลิมิตต่อตัวเอง ซึ่งผมว่ามันดีนะ ดีต่อสุขภาพด้วย

 

2: ที่คุณบอกว่าอยากกลับไปทำในสิ่งที่คุณชอบอย่างด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบ อะไรคือสิ่งที่คุณทำก่อนที่จะมาทำ Our Legacy

ก็เป็นพวกงานด้านการสร้างสรรค์และเบื้องหลังเกี่ยวกับฝ่ายขาย ที่โรงเรียนผมเรียนด้านกราฟิกดีไซน์แต่หลังเลิกเรียนผมก็ไม่ได้อยากจะไปทำงานอะไรแบบนั้น เวลาของผมถูกแบ่งให้กับวงดนตรีของผม การทัวร์ และทำเพลง ผมแยกเวลาครึ่งหนึ่งให้กับวงดนตรีส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ทำงานร่วมกับฝ่ายขาย เหมือนเป็นผู้ช่วยให้กับแบรนด์อื่นๆ จากนั้นผมก็มาเปิดเอเยนซี่ของตัวเองและเข้าไปดูให้กับแบรนด์เจ้าสองเจ้า ทั้งหมดที่ว่ามาผมก็ทำไปพร้อมกับการทำแบรนด์ Our Legacy นี่แหละ

 

แล้วคุณเริ่มต้นแบรนด์นี้ในปีอะไร?

  1. ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่นเล่นสเก็ตบอร์ดและเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรดน์สเก็ตต่างๆ อย่างเช่น Dog Town skateboards, สมัยที่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในแถบสแกนดิเนเวีย ผมไปมาเรื่อยและก็จำหน่ายสินค้าให้กับร้านสเก็ต จากนั้นก็เบนความสนใจมาที่แฟชั่น

 

Vans เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมสเกตบอร์ด อะไรคือสิ่งแรกที่คุณนึกถึงแบรนด์นี้และคุณรู้จักกับแบรนด์นี้ไดอย่างไร?  

ตอนผมเด็กๆ ที่สวีเดนไม่มี Vans ขายหรอก แต่ทุกวงที่ผมฟังใส่รองเท้าแบรดน์นี้เหมือนกันหมด และก็เป็นเช่นเดียวกันเวลาดูวิดีโอสเก็ต หรือหนังสือสเก็ตฯ ผมนึกถึงพวกโฆษณาเก่าๆ ที่มีรองเท้า Vans เรียงกันเวลาออกรุ่นใหม่ๆ และทันใดนั้นผมก็จะสั่งรุ่นที่มีภาพโฆษณาใหญ่สุดมาใส่

 

ชื่อของ Our Legacy นั้นถูกพูดถึงกันปากต่อปากทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการโฆษณาอะไร มีแค่โปสเตอร์แปะตรงนั้นตรงนี้ แม้แต่ในโซเชียลมีเดียพวกคุณก็ลบโพสในซีซันส์เก่าๆ ออก เป็นเจตนาหรือเปล่า?

อันที่จริงในเว็บไซต์ของเราก็มีภาพ lookbooks ให้ดูอยู่แล้ว แต่เราไม่ต้องการที่จะมากำหนดอะไรให้มันตายตัวเกินไป มันเป็นการจำกัดตัวเองในอยู่ในกลุ่มเล็กๆ เราต้องการอิสระที่ทำให้เราทำอะไรก็ได้ที่เราคิดว่ามันใช่ เราคิดว่าเราก็ค่อนข้างมีฐานลูกค้าในวงกว้าง มีตั้งแต่ลูกค้าที่นิยมสตรีทแวร์ไปจนถึงระดับHi-End Fashion ซึ่งเดียวนี้พวกเขาคือกลุ่มลูกค้าเดียวกันแล้ว เราชอบที่จะให้เสื้อผ้าของเราเปิดกว้างในการตีความ เหมือนเรามอบจากสีให้กับคุณและให้คุณไประบายสีเองตามที่คุณรูสึกว่ามันใช่

instagram source

 

คุณมีคนจับตามองอยู่เยอะ มีแรงกดดันอะไรหรือไม่จากการที่เดียวนี้มีคนดังใส่เสื้อผ้าของคุณแล้ว?

บางทีเราก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ถ้าเราทำอะไรแล้วมันใช่ มันก็โดน อย่างเช่นเสื้อเชิ้ตฮาวายเมื่อซีซั่นส์ก่อนมีศิลปินแร็ปดังๆ หยิบไปใส่กันเพียบและเราก็ซาบซึ้งใจมากที่ของของเราได้รับการตอบรับที่ดี แต่ในซีซันส์ต่อไปเราตัดของเก่าออกหมดและทำอะไรที่แตกต่างออกไป มันเป็นการท้าทายตัวเราเองและลุกค้าของเรา มันเหมือนกับว่าถ้าอะไรที่มันได้แน่ๆ และทำออกมาเยอะ เราจะลดมันลงในซีซันส์หน้าและจำทำอะไรที่มีสีสันมากกว่านั้น

instagram: source 

 

Our Legacy เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่นำนวัตกรรมด้านวัสดุและเนื้อผ้าที่แตกต่างจากทั่วไปมาใช้ กระบวนการการเริ่มต้นแต่ละคอลเลคชั่นมันเริ่มขึ้นอย่างไร?

เริ่มจากการกำหนดสีและเนื้อผ้าของคอลเลคชั่น เราไม่เคยทำ moodboards (กระดานรวบรวมความคิดสร้างสรรค์) ด้วยรูปภาพจากภาพยนตร์  มันเต็มไปด้วยสี และวัสดุต่างๆ นั่นคือจุดที่เราเริ่ม เราจะเริ่มจากเนื้อผ้า 2-3 ชนิด จากนั้นเราก็ไปดูเฉดสีว่าอะไรเข้ากัน จากนั้นเราก็จะรู้ว่าเราจะใช้สิ่งทอแบบไหน ใช้เนื้อผ้าอะไรบ้าง

 

พวกคุณมองตัวเองเป็นแบรนด์ที่เน้นด้านนวัตกรรมวัสดุอย่างเช่น Stone Island หรือเปล่า?

ไอเดียมากมายมาจากเฉดสีต่างๆ ที่เราเลือกไว้ มันเป็นตัวกำหนดให้เราต้องพัฒนาเนื้อผ้าของเราเองอยู่แล้ว เรื่องพวกนี้มันคือส่วนสำคัญในงานของเรา อย่างเช่นเทคนิคในการย้อมผ้า กว่า 90% ของสีและเนื้อผ้าที่เราใช้มาจากประเทศโปรตุเกส ส่วนที่เหลือทำในอิตาลีตลอดหลายปีมานี้เรามีสัมพันธ์ที่ดีกับโรงงานของเรา นั่นทำให้เราสามารถพัฒนาวัสดุและเนื้อผาต่างๆ ได้มากมาย

 

จากหนังสือพิมพ์ Guardian กล่าวว่าเรื่องเพศนั้นไม่ใช้จุดขายอีกต่อไป แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างหากที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทาง Our Legacy มีประเด็นด้านการเมืองหรือยึดหลักการอะไรแบบนี้บ้างหรือไม่?

เราไม่ใช้แบรนด์ที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าจะในด้านใด จากมุมมองทางวัฒนธรรมของพวกเราที่โตจากช่วงยุค 80’s และ 90’s  ทำดังนั้นคุณจึงได้เห็นอะไรที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมกลุ่มย่อยอ้างอิงอยู่ในเสื้อผ้าของพวกเราอยู่เยอะ ซึ่งถ้าคุณเคยผ่านยุค 90’s มาเราก็หวังว่าคุณจะหยิบมันไป ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ต้องหาสิ่งอ้างอิงอื่นของตัวเองสำหรับสิ่งที่พวกเราทำ และก็ต้องตอบสนองต่อมัน  อะไรก็ตามที่พวกเขาเอามาใส่รวมเข้าด้วยกันมันก็เป็นวัฒนธรรมกลุ่มย่อยของพวกเขา

 

ปล. สำหรับคอลเลคชั่น Our Legacy x Vans Vault ออกวางจำหน่ายแล้วที่ตัวของ Vans Vault ชันนำทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยวางจำหน่ายที่ร้าน SIWILAI

 

 

 

Cr. HIGHSNOBIETY

  • Facebook
  • Twitter
  • Google+
  • Linkedin
  • Pinterest