“เจาะลึก” เรื่องของ CONVERSE SPRING/SUMMER 2017 เริ่มจาก “Chuck Taylor All Star 70” มาดูกัน Rating!! เป็นยังไง?

/
/
/
7589 Views

ไม่มีอะไรที่จะหยุดวันเวลาไม่ให้เดินไปข้างหน้าได้ วงการรองเท้าก็เช่นกันยังคงมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นใหม่ให้เราได้ลองใส่เสมอ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เป็น “อดีต” จะหยุดอยู่กับที่ ท่ามกลางดีไซน์แปลกใหม่ทั้งหลาย Converse ยังคงเลือกหยิบเอารูปทรงของรองเท้าสุดคลาสสิกจากช่วงเวลาต่างๆ กลับมาทำใหม่เสมอ ซึ่งโมเดลที่ข้ามเวลามาเป็น Highlight ของคอลเลคชั่น Spring/Summer 2017 ครั้งนี้ ก็คงหนีไม่พ้น Converse Chuck Taylor All Star 70 และ Converse Deck Star 67 ซึ่งมาจากยุครุ่งเรืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของแฟชั่นในอดีตอันเป็นสิ่งที่ผู้คนยุคใหม่มากมายกำลังค้นหา มันคือรากฐานแห่งสไตล์ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ในอดีตกลายมาเป็นโมเดลย้อนยุคในปัจจุบัน

นอกจากโมเดลแนวย้อนยุคแล้ว ในฤดูกาลนี้ Converse ยังนำอดีตมาเชื่อมโยงกับปัจจุบันเพื่อทำนายอนาคตสนีกเกอร์ใน Thunderbolt Ultra รองเท้ารุ่นใหม่ที่สร้างขึ้นจากตำนานรองเท้าวิ่งในยุค 80’s ปัดฝุ่นเอาโครงสร้างเดิมมาปลูกถ่ายนวัตกรรมของสนีกเกอร์ยุคใหม่ลงไปกลายมาเป็นอะไรที่พลิกโฉมหน้าของ Converse ไปจากเดิม ทั้ง 3 รุ่นนี้จะเป็นอย่างไร เราจะมาค่อยๆทยอยเจาะลึกเส้นทางต่างๆ ไปด้วยกัน

Converse Chuck Taylor All Star 70 “The Remaster of All Time Classic”

Chuck Taylor All Star ในแต่ละยุคแม้จะมีหน้าตาโดยรวมเหมือนกัน แต่ในเรื่องของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้นมีการวิวัฒนาการอยู่เสมอ เปลี่ยนไปตามความนิยม และเทคโนโลยีการผลิต  ซึ่ง Converse Chuck Taylor All Star 70 นี้เป็นรองเท้าในสูตรเก่าของ Converse ที่เคยผลิตวางขายในช่วงปี 1970 ผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นรุ่นที่มีการให้รายละเอียดที่ลงตัว และค่อนข้างรักษาความเป็น  Chuck Taylor All Star แบบดั้งเดิมไว้มาก รุ่นนี้ในช่วงปีดังกล่าวจึงเป็นที่ชื่นชอบของสาวก Converse และนักสะสมรองเท้า Vintage ของเก่าแท้ๆ มีราคาในท้องตลาดสูงและหายากมาก ซึ่งกระแสจากความนิยมดังกล่าวจึงเกิดเสียงเรียกร้องให้ Converse นำ Converse Chuck Taylor All Star ยุค 70’s กลับมาผลิตอีกครั้ง

ความปรารถนาของสาวกรองเท้า Converse มาเป็นจริงในปี 2013 เมื่อแบรนด์ได้ทำการรื้อพิมพ์เขียวของ Chuck Taylor All Star ปี 1972 มาปรับปรุงใหม่สำหรับการผลิตอีกครั้ง ภายใต้ Product Line ระดับท็อปของแบรนด์อย่าง “Converse First String” เน้นตลาดในระดับ Premium Sneaker  ทำออกมาในจำนวนจำกัด และวางจำหน่ายเฉพาะบางร้านเท่านั้น รองเท้าชุดนี้ทำออกมาในสีแบบดั้งเดิมที่ขายในอดีต มันจึงเหมือนเป็นการลองเชิงของ Converse และดูว่าคนใส่ยุคนี้จะเข้าใจกับสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลับดีเกินคาด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะมีราคาแพงกว่า Chuck Taylor All Star ปกติถึง 3 เท่าตัวก็ตาม ตามมาด้วยกระแสที่ดีจากร้านรองเท้าที่อยากจะให้ผลิตรุ่นนี้มาจำหน่ายเพิ่มอีก

ซึ่งเสน่ห์ของรูปทรงแบบยุคเก่านั้น ทำให้ First String Chuck 70 เป็นตัวเลือกในการ Collaboration ของแบรนด์ต่างๆ มากมาย ยกระดับโมเดลนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงการสนีกเกอร์ ทำให้ในที่สุด Converse  ได้โยกโมเดลนี้ลงมาผลิตใน Product Line ปกติ โดยออกวางจำหน่ายในปี 2014 ซึ่งการออกแบบนั้นแทบไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปจากในเวอร์ชั่นของ Converse First String เลย จะมีจุดต่างที่ชัดสุดก็คือป้ายยางที่ส้นรองเท้าที่ใช้เป็นป้าย “ ALL STAR “ สีดำคล้ายๆ รุ่นทั่วไป ทำออกมาในสีพื้นแบบคลาสสิก มีให้เลือกทั้งแบบหุ้มข้อและข้อสั้น

 

Check in|Converse Chuck Taylor All Star 70:  การเดินทางของ Chuck 70 ต่อเนื่องมาสู่ซีซั่นส์ต่อๆ มา ซึ่งในปี 2015 โมเดลนี้ก็มีการอัพเดทใหม่อีกครั้งด้วยการเปลี่ยนป้ายยางส้นรองเท้าใหม่ให้เป็นฉลากแบบเก่ามีดาวสามดวงเหมือนในยุค 70’s เปลี่ยนสเปคของแถบผ้า Heel Tab ด้านหลังให้เป็นผ้าใบไส้ตะเกียงเพื่อให้ใกล้เคียงกับงานผลิตยุคเก่า และมาในกล่องรองเท้าสีส้มดีไซน์แบบย้อนยุค จากการปรับปรุงครั้งนี้ได้ยกระดับตัวโมเดลให้เป็นที่ถูกใจผู้ที่ชื่นชอบ Converse สาย Vintage มากขึ้น และนอกจากนี้ยังมีการผลิต Edition พิเศษต่างๆ ออกมาตามฤดูกาล รวมถึงมีงาน Collaboration ออกมาอีกมากมาย

สำหรับ Chuck Taylor All Star 70 สีใหม่ที่ออกวางจำหน่ายในไทยนี้จะมาจากคอลเลคชั่นล่าสุด Spring/Summer 2017 ยังคงมาในผ้าใบ 14 ออนซ์ หนากว่าผ้าใบใน All Star ปกติ ซึ่งเนื้อผ้าที่หนาก็ทำให้ได้ทรงรองเท้าที่สวมใส่ออกมาสวย  ประกอบไปด้วยรุ่นข้อสั้น สีเขียวอ่อน Jaded ส่วนรุ่นหุ้มข้อจะมาในสีกากี Vintage Khaki ซึ่งแต่ละสีนี้ก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป ใน Chuck Taylor All Star 70 หุ้มข้อสี Vintage Khaki  เรียกว่าเป็นสีหลักที่ Converse ใช้ในฤดูกาลนี้เลย มันเรียบง่ายแต่ไม่น่าเบื่อ สามารถดึงเอาความรูสึก Vintage ออกมาจากตัวรองเท้าได้อย่างเต็มที่ สามารถสวมใส่ร่วมกับเสื้อผ้าแนวคลาสสิกได้อย่างดี

ถัดมาที่โมเดล Chuck Taylor All Star 70 OX ข้อสั้นกันบ้าง ในฤดูกาลนี้ Converse ตั้งใจที่จะนำความสดใสกลับมาสู่วงการรองเท้าอีกครั้งด้วยสีโทนอ่อนอย่างในรุ่นสี Jaded  สีเขียวอ่อนๆ ดูสบายตาปลุกความกระชุมกระชวยให้กับเสื้อผ้าที่คุณเลือกมา Match ได้เป็นอย่างดี

ส่วนในเรื่องของไซส์นั้นไม่ว่าจะหุ้มข้อหรือข้อสั้นจะมีไซส์ที่ใหญ่กว่ารองเท้าทั่วไปเล็กน้อย เพราะฉะนั้นอาจจะต้องลดไซส์ลงครึ่งเบอร์หรือหนึ่งเบอร์สำหรับคนที่เท้าเรียว แต่ถ้าใครเคยใส่โมเดลนี้อยู่แล้วก็คาดว่าไม่ต้องปรับอะไรมีไซส์ในใจอยู่แล้วซะมากกว่า ซึ่งแม้ว่าที่เรานำมาแนะนำกันวันนี้จะเป็นสีสันที่ Converse ทำออกมาตามฤดูกาลทั่วไป แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสีที่มีออกมาให้เห็นกันบ่อยๆ บางสีทำให้ใส่กันครั้งเดียวแล้วอาจจะไม่มีทำอีก ขอยกตัวอย่างอ้างอิง อย่างเช่น สีแดงเลือดหมู ที่เมื่อปีที่แล้วหมดลงอย่างรวดเร็วจวบจนปีนี้ก็ยังหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครชอบก็ห้ามพลาด ทราบแบบนี้แล้วชอบสีไหนก็อย่าได้พลาดเด็ดขาด

Detail : การเดินด้ายเย็บด้านข้างมาจากการเสริมชิ้นผ้าด้านในรองเท้า เพื่อให้ทนทานมากขึ้นและเป็นเอกลักษณ์สำคัญของโมเดลนี้  ใช้วัสดุเป็นผ้า Canvas แบบหนาจับคู่กับเชือกรองเท้าที่ทอในแบบย้อนยุค และมีเส้นขอบยางที่หนาแบบในยุค 70’s พื้นรองเท้ามีการเคลือบผิวให้มันเงาเล็กน้อยเพื่อให้ความรู้สึกเหมือนรองเท้าผ้าใบในอดีต รวมถึงป้ายยางส้นเท้าที่ทำแบบเดียวกับรุ่นในอดีต

จุดเด่น :  นี่คือรองเท้าที่ทุกคนนึกถึงเมื่อต้องการสนีกเกอร์ในสไตล์ Vintage ความน่าสนใจของโมเดลนี้หนีไม่พ้นดีเทลจากยุค 70’s ที่อยู่ในรุ่นนี้ไม่ว่าจะเป็นปลายเท้าทรงสั้น ขอบยางหนา ป้ายส้นแบบเก่า รวมไปถึงการพิมพ์โลโก้ในยุค 70’s ลงไปในพื้น หรือแม้กระทั่งกล่องที่ใส่ก็มาในกล่องส้มตามยุค ทั้งหมดทำให้รุ่นนี้อยู่เหนือกาลเวลา ยิ่งเติมสีสันสวยๆ แบบนี้ก็ยิ่งทำให้รองเท้านั้นดูมีอะไรมากขึ้นกว่าแค่รองเท้าผ้าใบธรรมดา

 

.

Converse Deck Star 67 “Vintage Inspired”

และทีนี้เรามาดูกันอีกสักหนึ่งรุ่นที่เป็นโมเดลในกลุ่มยุค 70 เหมือนกัน อย่าง  “ Deck Star “ นั้นอาจฟังดูไม่คุ้นหูเท่ากับ All Star หรือ One Star แต่ถ้าหากเอ่ยชื่อของ Converse Skidgrip แล้วล่ะก็ น่าจะเป็นอะไรที่รู้จักกันแพร่หลายกันเลยทีเดียว รองเท้ารุ่น Skidgrip เป็นผ้าใบทรง CVO (Circular Vamp Oxford) รองเท้าผ้าใบที่มีการหุ้มปลายเท้าเป็นผ้าชิ้นเดียว วางแนวเชือกรองเท้าเป็นทรงตัว V แบบรองเท้าหนังอ๊อกฟอร์ดของ Converse ในยุค 60’s มาในรูปทรงที่เรียบง่าย มีน้ำหนักเบา โดยรองเท้าทรงประเภท CVO นี้มักจะเรียกอีกอย่างว่า Deck Shoe เพราะเป็นทรงรองเท้าที่นิยมใส่กันบนเรือหรือการทำงานบนท่าเรือ เพราะมีพื้นที่ยึดเกาะได้ดีไม่ลื่น จุดเด่นของ Skidgrip จึงอยู่ที่พื้นรองเท้าที่เหนียวหนึบนั่นเอง รองเท้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายไม่แพ้รองเท้าผ้าใบแบบ Lace-To-Toe อย่าง All Star ยิ่งไปกว่านั้น Skidgrip ในยุค 60’s ยังมีการออกแบบในทรงสวมหรือ Slip-On ออกมาด้วย

Converse Skidgrip เป็นที่รู้จักในฐานนะรองเท้าผ้าใบลำลอง มีการสวมใส่กันแพร่หลายทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของ Skidgrip ฟังดู Cool ขึ้นกว่ารองเท้าในทรงเดียวกัน ก็มาจากการที่วัยรุ่นมากมายสวมรุ่นนี้ไปเล่น “สเก็ตบอร์ด” กิจกรรมใหม่มาแรงที่เกิดขึ้นในปลายยุค 60’s รองเท้า Skidgrip Slip-On จึงกลายเป็นภาพจำในวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดเป็นต้นมา เวลาผ่านล่วงเลยมากว่า 50 ปีมีการนำเอา Skidgrip นำกลับมาทำใหม่อยู่หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะใช้โมเดลยุค 80’s เป็นต้นแบบ จนในหน้าร้อนปี 2017 Converse ก็ได้ส่งโมเดลสไตล์ย้อนยุครุ่นใหม่ในแนวเดียวกับ Skidgrip Slip-On ออกมาในชื่อ “Deck Star 67”

Check In|Converse Deck Star 67 Vintage Canvas:  

Deck Star 67 นั้นเป็นการนำเอาพื้นฐานของ Skidgrip Slip-On ในปี 1967 มาเป็นเป็นพิมพ์เขียวในการผลิต ใช้ตัวรองเท้าในทรงแบบ Skidgrip Slip-On ยุคเก่า มีปลายเท้าออกไปทางเรียวแหลมเล็กน้อย ให้อารมณ์แบบย้อนยุค ดูเป็นรองเท้าที่สบายๆ ส่วนตัวพื้นรองเท้านั้นไม่ได้ใช้พื้นลายฟันปลาแบบแต่ก่อนแต่ยกเอาชุดพื้นของ Chuck 70 ซึ่งมีดีไซน์ที่อยู่ในยุคเดียวกันมาใช้ อันที่จริงจะเรียกว่าเป็น Chuck 70’s  ในภาค Slip-On ก็ได้เพราะใช้พื้นฐานเดียวกัน การผลิตพยายามไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างพื้นรอง Lunarlon ในการรองรับแรงกระแทกเพื่อให้คงความคลาสสิกแบบรองเท้าผ้าใบในยุค 60 ที่แท้จริง แต่ยังคงให้ความนุ่มจากพื้นรองเท้า EVA ที่สามารถถอดได้ ซึ่งถึงแม้ Deck Star 67 นี้ดูจะเดินทางมาในสายไลฟ์สไตล์แฟชั่นย้อนยุคเช่นเดียวกับ Chuck 70 ก็ไม่ได้ตีตรา “ CONS “ ออกตัวเป็น Skate Shoe เหมือนในฝั่งของ Converse Skateboarding ก็ตาม แต่ก็นับว่ารองเท้ารุ่นนี้จัดอยู่ในกลุ่ม 70’s และรองเท้ารุ่นนี้ก็มีฟังก์ชั่นในการสวมใส่สำหรับเล่นสเก็ตบอร์ดที่ดีไม่แพ้ Skate Shoe แท้ๆ นั่นจึงไม่แปลกเลย ที่ในร้านสเก็ตบอร์ดชั้นนำจะต้องมีรุ่นนี้วางจำหน่ายอย่างไม่ขาดหายเช่นกัน

สำหรับ Deck Star 67 รุ่นล่าสุดประจำฤดูกาลนี้จะมาในดีไซน์ Vintage Canvas มาในสีแบบ Two-Tone ใช้ตัวรองเท้าสีขาวตัดกับสีของหน้าเท้าซึ่งทำออกมาในสองสีด้วยกันได้แก่สีฟ้าอ่อน และสีเทา Vintage Khaki วัสดุเป็นผ้าใบหนา 14 ออนซ์ทำให้ได้รูปทรงการสวมใส่ที่สวย และให้ความทนทาน ซึ่งทั้งสองสีที่ทำออกมาค่อนข้างดูเบาสบายสามารถเลือกสวมใส่กับเสื้อผ้าในสไตล์ย้อนยุค รวมไปถึงสตรีทแวร์ที่เน้นสไตล์แบบคลาสสิก

 

Detail :เอกลักษณ์สำคัญของโมเดลนี้อยู่ที่รูปทรงสวมแบบรองเท้าผ้าใบในยุค 60’s ให้ปลายเท้าที่เรียวยาว   ใช้ป้ายโลโก้เก่าแบบในยุค 70’s และมีพื้นรองด้านในเป็นพื้นแบบ EVA รองรับแรงกระแทกได้ดี รวมถึงป้ายยางส้นเท้าที่ทำแบบเดียวกับรุ่นในอดีต ส่วนผ้าใช้วัสดุเป็นผ้า Canvas แบบหนาอีกเช่นเคย

 

 

จุดเด่น : เรียกว่าเป็นรองเท้าผ้าใบทรงสวมหน้าตาเรียบง่ายที่สามารถตอบโจทย์ได้หลากหลาย และสามารถเข้ากับกระแส Vintage ในแฟชั่นยุคนี้ได้อย่างถ่องแท้

ตอนนี้ทุกรุ่นมีวางจำหน่ายแล้ว:  และสนนราคาคือ

Chuck 70

มี 2 สี ไซส์ Unisex 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9 / 10 US

แบบหุ้มข้อ สีกากี ราคา 3,300 บาท

แบบไม่หุ้มข้อ สีเขียวอ่อน ราคา 3,200 บาท

Slip-on

ไซส์ Unisex 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9 / 10 US

มี 2 สี ฟ้า, กากี ราคา 3,000 บาท

และอันที่จริงแล้ว CONVRSE SPRING/SUMMER 2017  โดยเฉพาะตัวโมเดล  Chuck Taylor All Star 70 และ  Deck Star 67 นั้นเป็นทรงคลาสสิกตลอดกาล เพราะสามารถใส่ได้เข้ากับทุกสไตล์การแต่งตัว ที่สำคัญเหมาะมากกับหน้าร้อนนี้ที่กำลังจะมาถึงบ้านเรา ที่สำคัญเท่าที่เราทำการสอดส่องลองมองหาดูพบว่า  เหล่าศิลปินดารา “เซเลบ” เริ่มตบเท้าทยอยกันใส่ออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่กำลังลองมองหาไอเทมที่เหมาะกับสไตล์การแต่งตัวของตนเองในหน้าร้อนนี้ ต้องบอกว่า “นี่คือหนึ่งทางเลือก” ที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับรุ่นอื่นๆในคอลเลคชั่น SPRING/SUMMER 2017 ของ Converse นั้น เราจะนำมารีวิวหรือ CHECK IN กันใหม่ในครั้งหน้าอีกที

Cr. IG: abchuthai

Cr. IG: uppoompat

Cr. IG: meiipsn

Cr. IG: uppoompat

 

หากใครที่สนใจสองโมเดลสุดวินเทจนี้ ไม่ว่าจะเป็น Chuck Taylor All Star 70 หรือ Deck Star 67 ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ววันนี้ที่ Converse ทุกสาขา

หรือติดตามข่าวสารล่าสุดจาก Converse ได้ที่ https://www.facebook.com/thaiconverse

article by | Size10@ChimneyMagazine – Photo by Jame-Jaruwat