Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :

เรื่องเล่าอดีต-ถึง-อนาคต “หัวรองเท้า” ของอาดิดาสรุ่นซุปเปอร์สตาร์ Shell Toe of Superstar : 1969 – Future

/
/
/
2357 Views

เรื่องเล่าอดีต-ถึง-อนาคต “หัวรองเท้า” ของอาดิดาสรุ่นซุปเปอร์สตาร์ Shell Toe of Superstar : 1969 – Future

The Evolution of adidas Originals Superstar’s “Shell Toe”

จากนวัตกรรมที่ Adi Dassler ผู้ก่อตั้งแบรนด์ adidas ออกแบบมาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ปลายเท้าของนักบาสเกตบอล  “Shell Toe” หรือหัวยางรูปทรงฝาหอยบนรองเท้า adidas Superstar ก็กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนชื่นชอบรองเท้ารุ่นนี้ ความโค้งมนของยาง Shell Toe นับว่าเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่อยู่บนรองเท้า Superstar มาทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1969 มาจนถึงปัจจุบัน และในโอกาสที่โมเดลนี้เดินทางมากว่า 45 ปี เราจึงรวบรวมรูปทรงของ Shell Toe บน Superstar ในแต่ละยุคตั้งแต่อดีต, ปัจจุบัน ไปจนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาให้คอรองเท้า Chimney ได้อ่านกัน ลองไปดูกันเลย

1970 – Present

adidas Superstar (1969)

adidas Superstar นั้นเป็นโมเดลที่ถูกสร้างต่อยอดขึ้นมาจากรองเท้า adidas รุ่น Super Grip โดยการเพิ่มหัวยางทรงฝาหอยหรือ Shell Toe ครอบลงไป และเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น Superstar โดย Shell Toe แบบแรกที่ออกแบบมานั้น จะมีลักษณะเหมือนฝาหอย ออกแบบให้มีลายเส้นนูนหกเส้น พาดบนผิวยางที่พื้นผิวขรุขระ ลักษณะการวางจะคล่อม Shell Toe ลงไป กินพื้นที่ไปถึงพื้นรองเท้า แสดงถึงลักษณะการผลิตที่แยกหัวยางออกจากพื้นรองเท้า

adidas Wilhelm Bungert  (1967)

ดีไซน์ของ Shell Toe ไม่ได้มีเฉพาะใน Superstar เท่านั้น แนวคิดนี้ถูกออกแบบมาก่อนตั้งแต่ปี 1967 โดยอยู่บนรองเท้า Wilhelm Bungert นักเทนนิสชื่อดัง โดย Shell Toe ของรุ่นนี้จะไม่นูนมาก และไม่มีขีด 6 เส้นคาดปลายเท้า แต่จะมีดอกยางขรุขระ

ซ้าย Superstar 1969 / ขวา Superstar 1972

SONY DSC

 

adidas Superstar (1970’s)

adidas Superstar มีการปรับปรุงตัวรองเท้าครั้งแรกราวๆ ปี 1972 โดยย้ายฐานการผลิตมาผลิตที่เมือง Detwiller ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส โดยรูปทรงของหัวยางจะมีการปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตรงระยะห่างของลายเส้นทั้ง 6 ที่มีระยะห่างกว่าเก่าเล็กน้อย จุดที่ต่างกันชัดคงจะเป็นความลึกของปลายหัวยาง ที่เวอร์ชั่นในต้นยุค 70’s นี้จะมีความยาวกว่าเล็กน้อย และระยะความลึกของรอยต่อระหว่างปลายหัวยางกับตัวรองเท้าก็จะลึกกว่าเวอร์ชั่นแรกในปี 1969 โดยเวอร์ชั่นแรกนั้น ปลายหัวยางจะหยุดอยู่ที่แนวรูรอยเชือกรองเท้ารูแรก แต่ของปี 72 นั้นจะลึกเข้าไปจนถึงรูรอยเชือกรูที่สอง การปรับปรุงครั้งนี้ทำให้ความสมดุลของรูปทรง Superstar เริ่มสมดุลขึ้น

adidas Half-Shell (1976)

แม้ Shell Toe จะช่วยปกป้องนิ้วเท้าจากการบาดเจ็บได้ดี แต่การเอายางหนาๆ มาครอบที่ปลายเท้าก็มีข้อเสียเรื่องการเคลื่อนไหวเช่นกัน adidas จึงนำมาออกแบบหัวยางใหม่ โดยหั่น Shell Toe ให้เหลือครึ่งเดียว ทำให้บริเวณโคนนิ้วเท้าสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น ปลายเท้าชนิดนี้จึงเรียกว่า “Half-Shell”

adidas Superstar (1980’s)

รูปทรงของ adidas Superstar ได้รับการปรับเปลี่ยน หรือ Remodeled อีกครั้งในยุค 80’s เพื่อเอาใจตลาดในสหรัฐอเมริกา โดย Shell Toe ของเวอร์ชั่นนี้จะมีความกลม และนูนขึ้นเหมือนรูปโดม ตัวดอกยางมีความละเอียดขึ้น และขีดทั้ง 6 ก็มีความแคบลง แต่นูนขึ้นเล็กน้อย มองผ่านๆ แทบไม่ต่างอะไร ส่วนใหญ่ที่เขาปรับปรุงจะเป็นเรื่องของรูปทรง วัสดุ และพวกป้ายต่างๆ อย่างช่วงปลายยุค 80’s ป้ายที่ลิ้นรองเท้าก็จะใช้เป็นป้ายผ้าแทนการพิมพ์เป็นต้น ซึ่งโมเดลนี้จะผลิตจนถึงราวๆ ปี 1993

 

adidas Superstar II ( 90’s – Present )

หลังจาก Superstar ประสบความสำเร็จในปี 1993 อาดิดาสก็ทำการปรับปรุงรูปโฉมให้กับ Superstar อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาในชื่อ Superstar II โดยตัวรองเท้าจะทำทรงใหม่หมดให้เข้ากับเทรนด์ของรองเท้ายุคนั้น มีการเพิ่มชั้นโฟมภายในทำให้ใส่สบาย และกระชับขึ้น รุ่นนี้จะมี Shell Toe ที่ต่างไปจากเดิมเยอะมาก ปลายเท้ามีความโค้งเป็นทรงครึ่งวงกลม มีความนูนมากขึ้น เนื้อยางทำออกมานิ่มเพื่อให้ใส่สบายขึ้น ผิวดอกยางจากที่ผิวขรุขระ จะเปลี่ยนดอกยางรูปกากบาทเล็กๆ สำหรับ Superstar II ในรุ่นปกติตัวหัวยางจะใช้ยางสีขาว แต่ก็เริ่มมีการออกแบบ Shell Toe สีต่างๆ ขึ้นมาบ้าง

 

adidas Superstar Vintage (2004) หลังจากปี 2000 adidas เริ่มที่จะทำอะไรใหม่ๆ กับโมเดล Superstar มากขึ้น ทั้งการออกแบบสีใหม่ๆ วัสดุใหม่ๆ รวมไปถึงรูปทรง ในปี 2004 ทาง adidas ได้ฉลองครบรอบ 35 ปีของ Superstar ทางแบรนด์จึงได้ออกแบบ Superstar Vintage ขึ้นมาโดยนำเอารูปทรงของ Superstar ยุค 1969 กลับมาทำใหม่อีกครั้ง ซึ่งตัว Shell Toe ก็ทำออกมาในแบบย้อนยุคด้วย ทรงหัวยางจะกลม และเรียวเล็กตามแบบฉบับเดิม

 

adidas Superstar 80’s (2008 – Present)

หลังจากประสบความสำเร็จจาก adidas Superstar Vintage ในปี 2004 แล้ว adidas ก็จับทางถูกแล้วว่า มีคอรองเท้าอยู่ไม่น้อยที่ชอบความคลาสสิกของรองเท้ารุ่นนี้ ทางแบรนด์จึงนำเอาโมเดล Superstar ยุค 80’s กลับมาทำใหม่อีกครั้งในปี 2008 โดย Shell Toe ของรุ่นนี้จะมีเอกลักษณ์ตรงความเนี้ยบ ทรงจะใหญ่กว่า Superstar Vintage แต่เล็กกว่า Superstar 1 และ Superstar II และยังเพิ่มความรู้สึกย้อนยุค ด้วยการทำสีพื้นรองเท้าให้เป็นยางขาวอมเหลืองเหมือนของเก่าอีกด้วย ซึ่งความนิยมของ Superstar 80’s ก็ทำให้โมเดลนี้ก้าวเข้ามาทดแทน Superstar 1 ไปพักใหญ่ และโมเดลนี้ก็ยังคงผลิตออกมาจนถึงปัจจุบัน

Present & Future of Shell Toe (ปัจจุบัน และอนาคตของ Shell Toe และ Superstar)

 Present  

Superstar ในวันนี้ (2014 – 2015) นั้น ต่างกับ Superstar ในยุคเริ่มต้นค่อนข้างมาก แต่ก่อนรองเท้ารุ่นนี้อยู่ในกระแสเพราะมีความเป็นรองเท้ากีฬาที่มีดีไซน์สวย แต่ในปัจจุบันรองเท้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมในฐานะรองเท้าแฟชั่น เพราะฉะนั้นการออกแบบ Shell Toe ในปัจจุบันจึงฉีกแนวไปจากเมื่อก่อนมาก ทั้งมีการเปลี่ยนวัสดุ ใส่ลวดลาย หรือทำการดัดแปลงต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการมองรองเท้าอายุกว่า 45 ปีให้ยังคงความเจ๋งอยู่ต่อไป แต่สุดท้ายแล้วต่อให้อาดิดาสออกแบบ Shell Toe มาในแบบไหน จะหัวเล็กหัวสั้น หัวลาย อะไรก็ตาม สิ่งที่แรงที่สุดในตอนนี้ก็คือ Superstar Shell Toe ที่อยู่ในฟอร์มแบบ Originals ทำในทรงเดิม ใช้การจัดวางสี และคู่สีแบบเรียบๆ ง่ายๆ สีพื้นตัดกับหัวยางสีขาวหรือครีม เล่นลายเล่นสีที่แถบโลโก้ ใส่วัสดุต่างๆ ที่ตัวรองเท้า แค่นี้ล่ะที่เป็นกระแสปัจจุบัน ไม่เชื่อลองไปดูช็อปอาดิดาสาขาไหนก็ได้ว่ามี Superstar สีขาวแถบดำแบบคลาสสิกเหลือไหม คำตอบคือไม่เหลือ ตั้งแต่ต้นปีไม่ว่าจะทำมาเป็นรุ่นอะไรถ้ามาในแบบเบสิคแล้วละก็ขายเกลี้ยง นั่นก็เพราะว่า เทรนด์ของแฟชั่นปัจจุบันนั้นกลับมานิยมของเบสิค หรือดีไซน์ที่ธรรมดาๆ กัน แต่ไปเล่นที่วิธีการสวมใส่มากกว่า รองเท้า Superstar พื้นๆ จึงสามารถเข้ากับวิธีการแต่งตัวเหล่านี้ได้ดี มันจึงเป็นวัตถุดิบในการแต่งตัวที่ทุกคนในยุคนี้แสวงหา

 adidas Originals Superstar 80’s Primeknit

adidas Originals Superstar 80s DLX

adidas Superstar 80s Varsity Jacket

adidas Superstar 80s Clean

adidas Superstar ADV

Future   

อย่างที่บอกไปแล้วว่าตั้งแต่ปี 2015 ที่ผ่านมา adidas Originals เปิดกว้างในการดีไซน์หัวยาง Shell Toe กันมากขึ้น หลายสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก็โผล่ออกมา ซึ่งแน่นอนว่าในปี 2016 adidas Originals ก็จะยังคงเล่นที่ดีไซน์จุดนี้อยู่ แต่จะเล่นกับวัสดุ และลวดลายซะเป็นส่วนใหญ่ คงไม่เน้นที่การเปลี่ยนรูปทรงของ Shell Toe ให้ต่างไป เพราะในปี 2015 ก็มีการปรับครั้งใหญ่ใน Superstar ปกติไปเยอะแล้ว อีกทั้ง Shell Toe คือเอกลักษณ์ของรองเท้ารุ่นนี้ การจะมาปรับบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลก็คงไม่จำเป็น ซึ่งคิดว่าหัวยางของ Superstar 2016 ก็คงยังมีรูปทรงเดียวกับ 2015 คือ แบ่งออกเป็น 2 โมเดลได้แก่ Superstar มี Shell Toe ลายดอกยางกากบาทและ Superstar 80’s มี Shell Toe แบบหัวซาก ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็อยากตั้งเป็นโมเดลใหม่ไปเลย ซึ่งในส่วนของดีไซน์ลวดลาย และวัสดุของ Shell Toe ในปี 2015 นี้ ยังมีอะไรให้ adidas ทำอีกเยอะ อย่างเช่นการทำ Shell Toe เป็นยางใสใส่แล้วเห็นเท้า, การทำ Shell Toe เป็นวัสดุขนม้าก็น่าสนใจ หรือการทำ Shell Toe เป็นการเคลือบพลาสติกแทนก็เป็นลูกเล่นที่ไม่เลวเลย แต่เราคงจะเดากันยากเพราะแบรนด์นี้ เขาทำอะไรมักทำเหนือความคาดหมายอยู่เสมอ

adidas Originals  Superstar METALS PACK

adidas Originals Superstar 80’s Metal Toe

adidas Originals Superstar “ Star Wars “ Pack

adidas Originals Superstar XENO

adidas Originals Superstar Snowboard Boots 2016

adidas Originals Superstar Slip-on

 

10 หัวแปลกของ Shell Toe  ที่น่าสนใจ

“Shell Toe” หัวยางฝาหอยของ adidas Superstar เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ผู้คนต่างจดจำกันได้ดี มันจึงเป็นจุดที่อาดิดาสไม่ค่อยปล่อยให้ใครไปยุ่งกับดีไซน์ของมันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่ใส่ๆ กันก็จะเป็นหัวยางสีขาวธรรมดา เต็มที่ก็เป็นยางสี แต่ก็มี adidas Superstar อยู่บางรุ่นที่กลับเล่นดีไซน์จุดนี้ต่างออกไป วันนี้เราจึงรวมหัวกันเอา Shell Toe ประหลาดๆ ที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขามาให้ชมกัน มีรุ่นใดบ้างลองไปดู

หัวหาย: adidas Pro-Model Without Shell Toe (1975)

แม้รองเท้าตระกูล Shell Toe อย่าง Superstar และ Pro-Model จะมีจุดเด่นอยู่ที่หัวยาง แต่ก็ไม่ใช่ทุกรุ่นที่จะมี Shell Toe เสมอไป ในปี 1975 อาดิดาสได้ออก Pro-Model รุ่นใหม่ที่ไม่มีหัวยางออกมา เป็นรุ่นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการปลายเท้าเป็นหนังเปลือยๆ ซึ่งจะดูคล่องตัวขึ้น

หัวใส: adidas Superstar CLR (2001)

ครั้งแรกที่อาดิดาสใส่ลูกเล่น “ยางใส” ในการออกแบบ Shell Toe นั้นเกิดขึ้นใน Superstar ปี 2001 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Superstar CLR หรือ Superstar Clare  ปลายเท้า และพื้นของรุ่นนี้จะใช้เป็นยางโปร่งใสโชว์ลายด้านใน ซึ่งอาดิดาสก็ทำออกมาหลายสี หลายลายทีเดียว แต่ปัญหาของคู่นี้ก็คือ ตอนซื้อมาก็ใสๆ สวยดี แต่พอผ่านไปหลายๆ ปียางก็เหลืองขุ่นไปตามกาลเวลา

หัวสูง: adidas Superstar Lux 35th Anniversary “Top Secret” (2004)

ปกติ Shell Toe นั้นจะเป็นยาง แต่ในปี 2004  adidas ได้ทำการฉลองครบรอบ 35 ปีของโมเดล Superstar จึงได้จัดทำรองเท้ารุ่นพิเศษขึ้นมาใช้ชื่อว่า Superstar Lux 35thAnniversary “Top Secret” โดยโมเดลนี้มาในแบบหรูหราใช้หนังแท้ระดับพรีเมียมหรูที่สุดเท่าอาดิดาสเคยทำมา โดย Shell Toe จะใช้เป็นหนังแท้สุดหรูเช่นกัน โดยยังคงลายเส้น 6 แถบเอาไว้โดยการเย็บด้ายลงไป ถือว่าเป็น Shell Toe ที่ราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยมีเพราะออกจำหน่ายในราคาที่จบประมูลไปกว่า 6 หมื่นบาท

หัวโบราณ: adidas Superstar 35th Anniversary “Adi Dassler” (2004)

ในการฉลอง 35 ปี Superstar เมื่อปี 2004 มีการทำรองเท้ารุ่นพิเศษสุดออกมารุ่นหนึ่งสำหรับเชิดชูเกียรติคุณ Adi Dassler ผู้ก่อตั้งแบรนด์อาดิดาส และบิดาผู้ออกแบบ Shell Toe โดยรุ่นนี้ได้ออกแบบ Superstar ในทรงแบบย้อนยุคเหมือนเมื่อปี 1969 ทุกอย่าง ที่สำคัญปลายเท้า Shell Toe ก็ยังทำออกมาแบบโบราณมีคราบเหลืองเหมือนของเก่าเก็บมา 35 ปีที่แล้ว ใครไม่รู้นี่ ต้องนึกว่ารองเท้ามือสองแน่ๆ

หัวหนัง (หนังหัว): UNION LA x adidas Consortium Superstar 80’s 10th Anniversary

ในที่สุดวัสดุหนังกลับก็ถูกหยิบมาใช้ใน Superstar โดยรุ่นนี้เป็นผลงานของ UNION LA ที่ออกแบบร่วมกับ adidas ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของรองเท้ากลุ่ม Consortium งาน Collaboration สุดท็อปที่เริ่มในปี 2004 ซึ่ง UNION LA ก็จับโมเดล Superstar 80’s มาออกแบบด้วยการสวมหนังกลับสีน้ำตาลลงไปที่หัวยาง Shell Toe ด้วย ดูหรูหราขึ้นมาทันที

หัวแบน: adidas Superstar Vulc (2009)

รองเท้า Superstar เป็นอีกรุ่นที่นักสเก็ตบอร์ดชื่นชอบนำมาใส่กัน แต่ด้วยความที่หัวยาง Shell Toe นั้นโค้งไป และพื้นก็หนา adidas จึงทำโมเดลสำหรับเล่นสเก็ตบอร์ดขึ้นมา โดยนำพื้นรองเท้าแบบ Vulcanized มาสวมลงไป แล้วกด Shell Toe ให้แบนแนบเท้าเพื่อให้เหมาะกับการสเก็ต

หัวเพลิง: adidas Y- 3 Nomad Star (2012)  

ขึ้นชื่อว่า Y-3 แบรนด์ที่เป็นการร่วมงานกันระหว่าง adidas และ Yohji Yamamoto ดีไซน์เนอร์ชื่อดังก็ย่อมออกแบบอะไรที่ล้ำๆ มาแน่นอน ในปี 2012 แบรนด์นี้จึงหยิบเอา adidas Superstar มาทำใหม่ในชื่อ “Nomad Star” โดยออกแบบ Shell Toe ออกมาเป็นลายไฟแบบที่รองเท้าบูทคาวบอยชอบทำ เป็นงานที่เห็นครั้งเดียวก็จำได้เลย

หัวบาก: adidas Superstar 80S  “Predator” (2014)

Shell Toe สุดประหลาดของคู่นี้มาจาก adidas Superstar 80S “Predator” รองเท้าฉลองครบรอบ 20 ปีของ ฟุตบอล adidas Predator โดยการออกแบบนำเอาดีเทลรอยบากของ Predator รุ่นแรกในปี 1994 มาออกแบบลงบน Shell Toe นั่นเอง ดูออกมาดุดันทีเดียว

หัวงู: adidas Superstar 80s Oddity (2015)

เป็นที่ทราบกันดีว่าปี 2015 เป็นปีแรกที่อาดิดาสจะเริ่มเล่นกับ Shell Toe บนรองเท้า Superstar แต่ก็ไม่คิดว่าจะเลยเถิดมาถึงขนาดนี้ นี่คือ Superstar 80s Oddity รุ่นปี 2015 ที่เข้าช็อปอาดิดาสบ้านเรา โดยมาในแนวการออกแบบบุกป่าด้วยลายพรางสองสี ลุยป่าก็ต้องมีงู   Shell Toe คู่นี้ก็เลยใช้หนังลายหนังงูมาออกแบบลงไป ได้ความเจ๋งแบบที่ไม่เคยมี Superstar คู่ใดเคยมีมา

หัวไม้: Afew x Ivan Beslic x adidas Originals Superstar Wooden Shell Toe (2015)

ไม่ใช่นักเลงก็หัวไม้ได้ อย่างคู่นี้เป็นผลงานของ Afew ร้านรองเท้าเยอรมันฯ และ Ivan Beslic ศิลปินสตรีทอาร์ตร่วมกันออกแบบ Superstar หัวไม้คู่นี้ขึ้นมา โดยตัว Shell Toe นั้นเขาจะหุ้มด้วยไม้ Platane แบบเดียวกับที่เขาเอามาทำกีต้าร์ หรือโมเดลจำลองนั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงจุดที่หัวยาง Superstar มาเป็นไม้กันแล้ว

 

CREDIT PIC. : THANK YOU ALL AROUND WEB

  • Facebook
  • Twitter
  • Google+
  • Linkedin
  • Pinterest