Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :

A Brief History Of The Power-Lacing ” Nike Mag ”

/
/
/
763 Views

อนาคตกลับมาสู่ความเป็นจริงจนได้เมื่อล่าสุด Nike ได้ประกาศการกลับมาของ  “Nike Mag” สนีกเกอร์จากภาพยนตร์เรื่อง “ Back to the Future Part II “ ที่มาพร้อมระบบ ” Power Lacing ”  หรือระบบรัดเชือกอัตโนมัติตามแบบที่ในหนังทำได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้กระแสของสนีกเกอร์ในตำนานที่มีราคาซื้อขายในท้องตลาดหลักหลายแสนบาทกลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้ง เนื่อในโอกาสการกลับมาครั้งนี้เราจึงจะมาเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของรองเท้าเจ้าของระบบ ” Power Lacing ”  นี้กันอีกครั้ง

ในปี 1989 “ Back to the Future Part II “ ภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการเดินทางข้ามเวลาของผู้กำกับ Robert Zemeckis  ได้เข้าโรงฉาย หนังเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่เหตุผลเดียวที่มันกลายเป็นหนังในดวงใจชองเท้าแฟนๆ รองเท้าทั่วโลกก็มาจากฉากเดียวนั่นก็คือ ” Power Lacing ”  ในฉากนี้พระเอกของเรื่อง “Marty McFly” ซึ่งรับบทโดยไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์เดินทางข้ามเวลาจากปี 1985 ไปสู่อนาคตปี 2015 โดยเมื่อมาถึงก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า-รองเท้าของคนยุคนั้น   McFly ได้สวมรองเท้าไนกี้ (Nike Mag ) ซึ่งมีระบบผูกเชือกรองเท้าอัตโนมัติ ( ในภาพยนตร์นั้นใช้เทคนิคพิเศษที่ทำให้รองเท้ารัดเชือกเองได้ ) ซึ่งฉากนี้ก็ทำให้แฟนๆ รองเท้าและสาวกของหนังต่างตั้งตารอว่าเมื่อไหร่ Nike ถึงจะผลิต Nike Mag ที่มีระบบรัดเชือกอัตโนมัติออกมา

2008 – NIKE HYPERDUNK “MAG”

อีกกว่า 20 ปีรองเท้า Nike Mag ก็ได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อคู่สีของรองเท้าจากหนังถูกนำมาออกแบบลงในรองเท้าบาสเก็ตบอลรุ่นใหม่ในปี 2008 อย่าง “ Nike Hyperdunk “ ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้ก็ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Nike Mag มาเต็มๆ โดย Hyperdunk สี “McFly”  นั้นผลิตออกมาในจำนวนจำกัด เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่ LA โดยให้ Kobe Bryant  นั่งรถ DeLorean ประตูปีกนกจากภาพยนตร์มาจอดที่หน้าร้าน แต่คู่นี้ก็ไม่ใช่รุ่นเดียวเท่านั้นที่นำเอาคู่สีของ Nike Mag มาออกแบบ หลังจากนั้นก็มีสนีกเกอร์มากมายที่มาในคู่สีนี้ไม่ว่าจะเป็น Nike SB Zoom Tre AD และ Dunk Low หรือ Nike Hypermax และ Hyperdunk ในปี 2011 ทุกรุ่นมาในสีเทาอ่อนตัดด้วยสีฟ้าแต๋ก็ยังไร้วี่แววของระบบ power laces

2011 – THE MAG BECOMES A REALITY

ในที่สุดอนาคตก็มีวี่แววถึงความเป็นจริงเมื่อ Nike ได้ทำการเปิดตัวรองเท้า Nike Mag ครั้งแรกที่จะออกสู่สาธารณชน ในวันที่ 8 กันยายน 2011 โดยทำออกมาเป็นรองเท้าการกุศล จำหน่ายด้วยการประมูลออนไลน์หารายได้เข้า มูลนิธิ “ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์” สำหรับการวิจัยรักษา และช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ตัวรองเท้าสร้างขึ้นตามแบบฉบับรองเท้าในหนัง Back to the Future Part II ทุกประการ ผลิตมาแบบ Limited Edition เพียง 1,510 คู่ในโลกเท่านั้น  ในการเปิดตัวที่ร้าน  21 Mercer Nike Sportswear เมืองนิวยอร์กก็จัดอย่างยิ่งใหญ่ยกรถไทม์แมชชีนในเรื่องมาแต่งร้านกันเลยทีเดียว แต่สุดท้ายแฟนรองเท้าที่คาดหวั่งจะได้เห็นระบบ Power Lacing ในรองเท้ารุ่นนี้ก็ต้องรอต่อไปเพราะรองเท้ารุ่นนี้ยังไม่มีระบบดังกล่าง เป็นเพื่องรุ่นที่ทำตามดีไซน์ในหนังเฉยๆ

 

 

OVER 9 MILLION DOLLARS RAISED

 

กระแสของรองเท้าจาก Back to the Future Part II กลายเป็นที่พูดถึงกันทุกสังคมจนมีผู้ให้ความสนใจมารวมประมุลมากมายทั้งเหล่าสนีกเกอร์เฮดส์ทั่วโลก เหล่าเซเลบฯ คนดังจากทุกวงการ จนไปถึงใครก็ตามที่พร้อมจะทุมเงินหสัก 2- 3 พันดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองเท้าคู่เดียว ซึ่งราคาการประมูลของรองเท้ารุ่นนี้ต่ำสุดอยู่ที่ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐในรองเท้าไซส์ 7US และสูงสุดอยู่ที่ 9,959 ดอลลาร์สหรัฐในรองเท้าไซส์ 10 มีการใส่ราคาทั้งหมดรวม 38,464 ครั้ง เป็นการหารายได้การกุศลที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทำรายได้เข้ามูลนิธิ “ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์” ไปกว่า 4.7ล้านเหรียนดอลลาร์สหรัฐ และจากจำนวนนี้ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Google และภรรยา Anne Wojcicki ก็ได้สมทบทุนจากยอดประมูลเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 9.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสนนราคาในตลาดขายต่อในปัจจุบันตอนนี้ก็ว่ากันไปถึงคู่ละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 346 ,330 บาท

 

BUT NO POWER LACING

ก็จริงที่ว่าการผลิตรองเท้า Nike Mag นั้นคือฝันที่เป็นจริงของหลายคน แต่ในเวอร์ชั่น 2011 ความฝันก็ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดเพราะยังไม่มีระบบ “Power Lacing “ ในโฆษณารองเท้าการกุศลรุ่นนี้ ทางไนกี้จึงทำออกมาเป็นแนวล้อเลียนถึงการที่ยังไม่มีระบบนี้ในรองเท้า โดยจำลองฉากร้าน Nike ขึ้นแล้วให้ Doc Brown ( รับบทโดย Christopher Lloyd ) จาก Back to the Future เดินทางข้ามเวลามาที่ร้านเพื่อถามหารองเท้า Nike Mag ที่มี Power Lacing ทันใดนั้น ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์ ผู้ออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ (รับบทเป็นผู้จัดการร้าน) ก็พูดขึ้นว่าระบบผูกเชือกเองนั้นยังไม่มีจนกว่าจะถึงปี 2015 ซึ่ง Doc Brown แก่ก็เถียงว่ามีสิก็นี่มันปี 2015 แล้วไม่ใช่เหรอ แต่ปรากฎว่าด็อกแกมาก่อนกาลเป็นปี 2011 ซึ่งระบบนี้ตามในภาพยนตร์ยังไม่มีนั่นเอง จากคำพูดของทิงเกอร์ แฮทฟิลด์นี้ก็ทำเอาเหล่าสาวกถึงกับกรี๊ดและคาดหวั่งว่าจะได้เห็น Nike Max แบบ Power Lacing ในปี 2015

TINKER CONFIRMS 2016 RELEASE

 

ในที่สุดก็มาถึงปี 2015 ตามเวลาทีในภาพยนตร์ระบุว่าจะมีรองเท้าแบบ Power Lacing ผูกเชือกเองได้เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีข่าวใดๆ เกี่ยวกับระบบนี้ออกมาเลย จนกระทั้งในเดือนตุลาคมปี 2015 ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์แห่งไนกี้ได้เขียนจดหมายด้วยลายมือตัวเองถึงไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์นักแสดงนำของเรื่อง ในจดหมายเขาได้วาดภาพฉากที่ Marty McFly กำลังถือรองเท้า Nike Mag อยู่ ซึ้งข้อความนั้นก็พูดถึงสิ่งที่เขากำลังออกแบบนั่นก็คือ “Power Lacing “ และ ป.ล. ลงท้ายตามประโยคเด็ดในหนังว่า “ หากเขาคำนวนถูกต้อง…รองเท้าของคุณกำลังจะเสร็จเร็วๆ นี้ “ ซึ่งนั่นเป็นการออกมาคอนเฟิร์มด้วยตัวเองอีกครั้งว่าไนกี้จะทำรองเท้ารุ่นนี้ ที่มีระบบ Power Lacing ออกมาให้ทันปี 2015 แต่อย่างไร ก็ตามคำตอบที่เราได้ก็คือมันไม่ได้มาในปีดังกล่าว

 

2016 – THE WAIT IS OVER

 

  “Power laces, alright!” กว่า 30 ปี ในที่สุดเราก็สามารถพูดประโยคเด็ดจากหนังเรื่องนี้ได้สักที เมื่อระบบการผูกเชือกรองเท้าเองได้มาถึง ในเดือนตุลาคม 2015 ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์ก็ทำสำเร็จจนได้ เขาได้นำรองเท้า Nike Mag ที่มีระบบ Power lacing คู่แรกของโลกมามอบให้กับ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ ได้ลองใส่เป็นคนแรก ซึ่งแม้ตัวรองเท้าจะไม่ได้รัดเองดูตื่นเต้นเหมือนในหนัง แต่จังหวะที่เชือกค่อยๆ รัดเข้าหากันพร้อมเสียงมอเตอร์เบาๆ มันคือฝันที่เป็นจริงของสาวงรองเท้ารุ่นนี้ และเพื่อเป็นการยืนยันว่าระบบเชือกผูกเองนั้นไม่ใช่แค่ของเล่นแต่มันคือนวัตกรรมใในรองเท้าวิ่งของจริงในงาน Nike’s Innovation 2016  ทางแบรนด์ก็ได้เปิดตัว ” HyperAdapt 1.0 ” รองเท้ากีฬาคู่แรกของโลกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ” Electro Adaptive Reactive Lacing ” ( E.A.R.L ) หรือระบบเชือกรองเท้าที่สามารถปรับตัวแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่จะใช้ใน Nike Mag นี่จึงเป็นเหมือนการยืนยันว่า Nike Mag ก็จะออกวางจำหน่ายในปี 2016 เช่นเดียวกัน ไม่ต้องเดาเลยนี่คือโมเม้นสำคัญของวงการรองเท้าโลกอย่างแน่นอน

 

Nike MAG 2016 Info

โดย Nike Mag ปี 2016 ฉบับมีระบบ Power lacing นี้ยังคงทำออกมาเป็นรองเท้าสำหรับกาลกุศลหารายได้เข้ามูลนิธิ “ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์” เช่นเคย ออกแบบมาในโมเดลดั้งเดิมตามในภาพยนตร์ทุกประกาณ มีไฟ LED ที่ข้อเท้า และระบบมอเตอร์สำหรับการรัดเชือก โดยวิธีการใช้ก็คือการกดปุ่มที่จะซ่อนอยู่ สำหรับการจำหน่ายครั้งนี้จะไม่ใช่การประมูลอย่างในปี 2011 แต่จะใช้เป็นการจับฉลากแทนผู้โชคดีแทน โดยจะให้ผู้ที่สนใจนั้นเข้าไปร่วมบริจากเงินให้กับมูลนิธินี้ผ่านทาง Nike + app และทางแอพลิเคชั่นนี้จะทำการจับฉลากผู้ที่มีสิทธิได้รับรองเท้ารุ่นนี้ในวันนี้วันที่ 4 ตุลาคม 2016 ตามเวลาสหรัฐ


…………………………………………………………………….

ความเห็นส่วนตัวทีมงาน Chimney’s Team

ถึงแม้นั่นคือ รองเท้าที่หลายคน “รอคอย” มันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สร้างจินตนาการให้กับผู้คน หลายคนชอบสนีกเกอร์ก็เพราะรองเท้ารุ่นนี้ และรองเท้ามากมายก็ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นนี้เช่่นกัน  แต่ส่วนตัวถ้าถามว่าระบบรัดเชือกรองเท้าอัตโนมัติมันเจ๋งขนาดนั้นไหม? เอาจริงๆ ถ้าเทียบแล้วในยุคนี้มันคงจะเชยไปแล้วถ้าจะหยิบสนีกเกอร์แบบนี้ออกมาเดินตามท้องถนน แต่นวัตกรรมเมื่อบวกกับความฝันมันก็มีเหตุผลมากพอที่ผลักดันให้ Nike ทำมันออกมาเพื่อแฟนๆ ซึ่งแน่นอนว่าการจะครอบครองครั้งนี้ยากวก่าครั้งก่อนเพราะไม่ได้มีเกงินอย่างเดียวแต่ต้องมีดวงด้วย เพราะใช่การจับฉลาก ราคาในตลาดขายต่อในยุคนี้ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมไปอีก

กำหนดจับจอง คลิ๊กที่นี่เลย

ชมคลิปทดสอบเพิ่มเติม

 

  • Facebook
  • Twitter
  • Google+
  • Linkedin
  • Pinterest