Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :

CHIMNEY | SNEAKERS CARES – รับมือหน้าฝนอย่างไรดี?? ถ้าพลาดท่าเสียทีจนรองเท้า “อ่วม” แบบไม่มีตัวป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้า

/
/
/
6061 Views

หน้าฝนทีไรต้องบอกว่า สนีกเกอร์เฮดตัวแข็งๆทั้งหลายจะไม่พลาดท่าแน่นอนเพราะเขารู้วิธีป้องกันรับมือเป็นอย่างดี และมีวิธีเยียวยาได้ด้วยตัวเองในทุกอาการ ซึ่งดีที่่สุดคือ “คู่ไหนแพงแรงฤทธิ์” ถ้าต้องออกไปเอาท์ดอร์แล้วดูสถานที่แล้วว่าเละแน่ๆ เขาจะไม่ใส่กัน (ฮา) นี่เป็นทางออกที่ดีสุดอย่างไม่ต้องนั่งเถึยงกัน แต่ถ้าวันไหนเลี่ยงไม่ได้หรือคาดการณ์ผิดถนัดไปพลาดท่าเสียทีกับหยาดฝนจนสนีกเกอร์คู่โปรดของรักของข้า “อ่วม” บวมน้ำเละเทะเปรอะเปื้อนไม่เป็นท่าแล้วล่ะก็ วันนี้เราจะมาบอกวิธีบำบัดให้แบบเจาะจงลงชนิดเนื้อผ้าและอาการกันเลยทีเดียว ซึ่งสมัยก่อนนั้นมีวิธีดูแลไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้ เอาเป็นว่ารอบนี้เราจะมาพูดถึงในกรณีที่เราไม่ได้ฉีดสเปรย์กันน้ำป้องกันไว้ก่อนแล้วกันนะ สนีกเกอร์เฮดยุคใหม่หรือมือใหม่หลายๆคนที่เคยชินกับการฉีดสเปรย์ยังไม่เคยซ่อมแซมบำบัดรองเท้าของตัวเองอาจถึงขั้นช็อคได้ เพราะรองเท้าที่เรียกว่าสนีกเกอร์นั้นบางคู่ค่าตัวนั้นเทียบได้กับราคาทองคำหลายบาทเสียด้วยสิ

น้ำเป็นหนึ่งสิ่งที่สนีกเกอร์เฮดทุกคนต้องขยาด ยิ่งน้ำที่มาพร้อมสิ่งปฏิกูลนานาชนิดที่พร้อมที่จะทิ้งคราบบทเรียนราคาแพงให้เจ้าของรองเท้าด้วยแล้วยิ่งเจ็บจุกเหมือนโดนฮุกเข้ากลางลิ้นปี่กันทีเดียว  “มันช่างรวดร้าวอะไรขนาดนี้” หากใครเคยตกอยู่ในสภาพนี้ก็คงต้องพูดได้คำเดียวเช่นกัน “ทำใจเถิดหนาเพื่อนเอ้ย” แต่โชคดีหน่อยที่ปัจจุบันมีสเปรย์หลากหลายยี่ห้อมาให้เลือกใช้เพื่อแว๊กหรือใช้ป้องกันน้ำมาให้เลือกใช้ป้องกันกันล่วงหน้า  แต่กรณีที่ป้องกันไม่ทันล่ะถ้ามันเกิดขึ้นแล้วจะทำยังไงดีล่ะ?? จะทำความสะอาดหรือแก้ไขซ่อมแซมปัญหานี้ปัญหานั้นปัญหาโน้นอย่างไร ในเมื่อมันก็เกิดขึ้นแล้ว ทุกปัญหามีทางแก้ครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าผมชักจะร่ายยาวไปแล้ว

 

1.การทำความสะอาดพื้นยาง

ส่วนของพื้นรองเท้ามักจะเป็นส่วนที่ “สกปรกที่สุด” หลังจากการใช้งาน เพราะฉะนั้นควรทำความสะอาดส่วนนี้ก่อนที่จะทำความสะอาดตัวรองเท้าทั้งหมด  โดยมีข้อระวัง คือ เราจะพายายามไม่ให้คราบไปเปื้อนตัวรองเท้า ซึ่งสำหรับยางนั้นค่อนข้างทำความสะอาดง่าย ก่อนอื่นก็ใช้แปรงปัดพวกคราบโคลนที่เกาะพื้นออกก่อน จากนั้นใช้น้ำยาขัดรองเท้าต่างๆ หรือไม่ก็ ใช้น้ำผสมพงซักฟอกน้ำสบู่ที่ใช้ถูตัวนี่แหละ ชุบด้วยแปรง ( แปรงขัดพื้นรองเท้ากับตัวรองเท้าควรแยกกันจะทำความสะอาดได้สะอาดกว่า ) การซักควรหลีกเลี่ยงการเอาไปแช่น้ำนานๆ  เพราะรองเท้าที่เปียกกลับมามันเปียกมาพอแล้ว หากนำไปแช่น้ำนานๆ กาวในพื้นอาจจะเสียทำให้พื้นเปิด หรือมีคราบกาวเปื้อนออกมาด้วยได้

วิธีขัด: ก็เริ่มที่พื้นล่างของรองเท้าก่อนเพราะเป็นจุดที่สกปรกสุด ให้เตรีมภาชนะที่ค่อนข้างใหญ่หน่อยใส่น้ำรอไว้ เวลาขัดให้พื้นรองเท้าอยู่ด้านล่างเสมอเพื่อไม่ให้คราบสกปรกไหลไปโดนสวนอื่น ขัดไปซักพักก็เอาส่วนของพื้นล่างไปจุ่มที่น้ำในภาชนะที่เราเตรียมไว้เพื่อล้างคราบสกปรกออก ทำไปพร้อมกับการขัดจนเรารู้สึกสะอาดตามความพอใจ จากนั้นก็หาผ้ามาซับให้พอหมาดๆ

ขั้นต่อมา: คือ การทำความสะอาดพื้นกลาง หรือ Mid Sole โดยเราจะใช้แปรงจุ่มด้วยน้ำยาขัดรองเท้าต่างๆ หรือไม่ก็น้ำที่เราผสมผงซักฟอกหรือน้ำสบู่อีกเช่นเคย แล้วค่อยๆ ขัด โดยรอบแรกเราจะขัดไปให้ทั่วๆ ยังไม่ต้องลงรายละเอียดเฉพาะจุ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำที่เราขัดออกมา ดันไปเปื้อนโดนตัวรองเท้า เมื่อขัดจนเอาความสกปรกออกไปในระดับหนึ่งก็ใช้ผ้าเช็ดน้ำออกไปหนึ่งรอบจากนั้นค่อยมาขัดที่ละจุด ที่ละจุด เฉพาะจุดที่มันเปรอะเปื้อนหรือเป็นรอยโดดเด่นกว่าชาวบ้านชาวช่อง(ฮา)

การขัดที่ละจุด: เราสามารถใช้ตัวช่วยเป็นแผ่นใยขัดสีเขียวซึ่งใช้ขัดเครื่องครัว ( พูดให้เข้าใจง่ายๆก็สก็อตไบร์ล้างจานสีเขียวที่บ้านนั่นแหละยี่ห้อไรก็ได้ )  โดยตัดแผ่น ใยขัดสีเขียวออกเป็นชิ้นๆรูปทรงสี่เหลี่ยมเอาให้พอเหมาะกับมือและขนาดของรองเท้าที่เราจะเอาไปขัด  จากนั้นก็ชุบน้ำยาขัดรองเท้าหรือเป็นน้ำผสมผงซักฟอกเข้มข้นที่เราเตรียมไว้แล้วขัดลงไปตามจุดต่างๆ ค่อยๆ ขัด แล้วซับน้ำยาขัดของเราไปด้วยเรื่อยๆ ทำไปพร้อมๆกัน ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังพื้นรองเท้าที่มีลาย หรือมีการพิมพ์สี เพราะอาจจะทำให้ลาย หรือสีลอกได้ เลี่ยงได้ก็ไม่ต้องไปขัดในจุดดังกล่าว ใช้ความรู้สึกควบคุมปริมาณการขัดของเราเองเพราะปัญหาของแต่ละคู่แต่ละท่านไม่เหมือนกัน เมื่อขัดจนได้พื้นที่สะอาดเป็นที่พอใจแล้วก็ขัดรวมๆ ด้วยน้ำสะอาดอีกรอบเป็นการล้างคราบน้ำยาต่างๆออก จากนั้นก็เช็ดด้วยผ้าแห้ง เป็นอันเสร็จการทำความสะอาดพื้นยาง

 วิธีทำซ่อมแซม: ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช้รอยเปื้อนปัญหาที่เจอหลังจากเที่ยวสงกราณ์คือรอยทะลอกตามจุดที่มีสี หรือลวดลายบนชั้น Mid-Sole การซ่อมแซมก็จะใช้สีอะคริลิคมาแต้มใหม่ ส่วนคราบกาวจากพื้นที่เละออกมานั้นให้ใช้ไม้พันสำลีชุดน้ำนาลางเล็บแล้วน้ำไปแตะที่คราบกาว ปล่อยไว้ซีกพัก แล้วใช้ผ้าขัดเบาๆ ก็จะค่อยๆ ออก

วิธีการป้องกัน: หากรู้ล่วงหน้าว่าต้องหยิบคู่นี้ไปนอกบ้านโดยมีแนวโน้มว่าจะเจอเจอกับเหตุการณ์ที่นำพาน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งรบกวนมากระทบสนีกเกอร์คู่โปรดของเราได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะเรามองไม่เห็นหลุมบ่อหรืออะไรที่อยู่ใต้น้ำสกปรกๆในวันฝนตกเฉอะแฉะได้ในบางพื้นที่  ถ้าไม่อยากให้ดีเทลที่เป็นสี หรือลายพื้นพื้น มันถทลอก ก็ให้เตรีมการป้องกันด้วยการนำเอาเทปกาวมาตัดแล้วปิดตามจุดต่างๆ ที่เป็นสีไว้ แค่นี้ก็สามารป้องกันลอยถลอกได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งตอนลอกออกนั้นจะมีคราบกาวก็สามารถทำความสะอาดได้ด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่ถูเบาๆ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดคราบก็จะหลุดออกไป

.

2.วิธีทำความสะอาดพื้นโฟม

พื้นโฟมนั้นจะเกิดคราบฝังลึกได้ง่ายกว่าพื้นยาง และตัวโฟมเองก็มักจะมีสีที่เพี้ยนไปหลังจากเรานำมาซัก ซึ่งวิธีที่เรานำมาแนะนำวันนี้ จะเน้นการทำความสะอาดที่มีผลกระทบต่อพื้นผิวชนิดนี้ให้น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นสภาพมันอาจจะไม่ได้กลับมาเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่นะต้องบอกก่อน แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้รองเท้ากลับมา “น่าใส่” ขึ้นโดยที่ไม่เสี่ยงต่อการชำรุดนั่นเอง

อุปกรณ์นั้นเหมือนกับที่ใช้ในพื้นยางทุกอย่างคือมีน้ำยาซักรองเท้า (หรือน้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำสบู่) , แปรงสำหรับขัดพื้น และผ้าสำหรับเช็ด (ถ้าได้ผ้าหนังชามัวร์ยิ่งดี) แต่จะตัดแผ่นใยขัดสีเขียวออก สาเหตุที่ตัดออกไม่ใช่ว่ามันใช้ไม่ได้  แต่เป็นเพราะว่าพื้นโฟมของรองเท้าบางรุ่นอาจจะอ่อนโยนมาก แผ่นใยขัดสีเขียวอาจจะทำให้พื้นโฟมชำรุดได้ หรือมีสีเขียวตกใส่ มีโอกาศที่จะทำให้พื้นมีรอยขีดข่วนสึกเหรอได้ จึงขอละเว้นไว้ก่อนสำหรับมือใหม่ (แต่หากเป็นมือเก่าเก๋าเกมส์แล้วอันนี้ตามสบายเลย คงมีวิธีจัดการได้แน่)

ขั้นตอนการทำความสะอาด: ทำแบบเดียวกับการทำความสะอาดพื้นยางทุกอย่าง เริ่มที่พื้นล่างก่อนแล้วค่อยตามด้วยกลาง โดยในขั้นตอนของพื้นกลางจะต่างกันหน่อย ตรงที่การขัดตามจุดจะใช้แปรงแทนย้ำว่าใช้แปรงแทนนะ  ซึ่งขั้นตอนการใช้ผ้าเช็ดนั้นจะใช้วิธีออกแรงกดที่พื้นเพื่อรีดคราบสกปรกออกจากพื้นรองเท้า

วิธีทำซ่อมแซม: การชำรุดของพื้นโฟมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นรอยยับบน Mid-Sole ซึ่งเราก็สามารถแก้ได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำปิดบริเวณที่เป็นรอยยับไว้ จากนั้นก็ใช้เตารีดรีดไปบนรอยยับนั้น รอยยับก็จะคืนตัวกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งตอนทำนั้นจะต้องระวังอย่าให้เตารีดโดนพื้นโฟมโดยตรงเด็ดขาด พื้นอาจะเป็นรอยได้ แทนที่จะกลับมางดงามตามเดิมแต่รองเท้าจะกลับดูทรุดโทรมยิ่งกว่าเก่าแทน(ฮา) มือใหม่พลาดกันเยอะตรงจุดนี้ และไม่ควรใช้ความร้อนนานๆ เพราะอาจจะทำให้กาวที่ยึดขอบมันละลายจนเกิดรอยแยก

วิธีการป้องกัน: จริงๆ พื้นโฟมนั้นไม่มีอะไรที่จะป้องกันได้มากนัก จะแปะเทปกาวใส่ก็ดูจะเอาไม่อยู่ช่วยไม่ได้เท่าไหร่ แถมต้องมาเช็ดคราบกาวอีก เพราะฉะนั้นแนะนำว่าเลือกคู่ที่รู้สีกว่าใส่ไปแล้วไม่เสียดายมากจะดีกว่า เน้นเอาที่ดอกยางยังเต็มๆ เพราะเราไปโดนน้ำต้องใช้พื้นรองเท้าที่ยึดเกาะดีหน่อยไม่งั้นลื่นล้มมา นอกจากเราจะเจ็บตัวแล้ว ตัวรองเท้าของเราอาจเป็นแผลที่ฉกาจฉกรรจ์แบบหาตัวซ่อมยากกว่าคราบเปื้อนน้ำธรรมดาเข้าไปอีก ที่นี้ยุ่งหนักกันล่ะไม่ว่า

.

3.วิธีทำความสะอาดตัวรองเท้าวัสดุผ้าใบ

ทีนี้มาถึงปัญาหาที่มีลักษณะเป็น “รอยเปื้อนจากแป้งหรือวัสดุทำนองนี้” บนรองเท้า หากไม่รู้ตัวว่าโดนมา ด้วยระยะเวลากว่าที่เราจะได้สติรู้ตัวก็ตอนที่มันจะแข็งเป็นก้อนแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเอาไปซักหรือโดนน้ำ ควรใช้แปรงสำหรับขัดรองเท้าปัดเอาคราบลักษณะที่แข็งตัวเป็นเหมือนแป้งที่แข็งตัวออกจากรองเท้าเสียก่อน ปัดจนแน่ใจว่าสะอาดดีที่สุดแล้วจึงนำไปซัก

เมื่อปัดคราบแป้งที่เกรอะกรังออกแล้ว เราจะมองเห็นคราบสกปรกบนตัวรองเท้าที่แท้จริงเพิ่มเติมได้ชัดเจนขึ้นอีกก็ได้ ขั้นตอนนี้ให้ ใช้สบู่อ่อนๆ หรือน้ำผสมผงซักฟอกผสมน้ำอุ่นทาไปที่รอยเปื้อนต่างๆ ทิ้งไว้ซัก 5 นาที แล้วใช้แปรงชุบน้ำสบู่มาขัดอีกรอบ โดยเวลาขัดให้ขัดเฉพาะจุด และจะใช้ผ้าคอยซับคราบต่างๆ ตามไปด้วย ขัดเบาๆ พอรอยเริ่มจะจางแล้ว จากนั้นก็ค่อยขัดตัวรองเท้าอื่นๆ ไปให้ทั่ว “ไม่แนะนำให้เอาลงไปแช่น้ำ”  เพราะจะทำให้คราบสกปรกยิ่งกระจายตัวซึมเข้าเนื้อรองเท้าไปจนทั่วรองเท้าทำให้สภาพยิ่งหดหู่ใจยิ่งนัก ใช้ผ้าค่อยๆ ซับน้ำยาออกจะเป็นการจำกัดความเสียหายบนรองเท้าได้มากกว่า ซึ่งก็อาจจะตามด้วยการขัดด้วยน้ำเปล่าอีกรอบก็ได้ จะทำให้น้ำยาออกได้เกลี้ยงขึ้นด้วย แต่ถ้าหากจะทำความสะอาดภายในด้วยก็ขอให้ทำตามขึ้นตอนที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเอาลงไปซักในน้ำ  หลังจากทำความสะอาดเสร็จให้ทำการรีดน้ำออกจากตัวรองเท้าให้มากที่สุด จากนั้นก็นำกระดาษทิชชูพันรอบตัวรองเท้าเพื่อดูดซับคราบสกปรกที่ตกข้างออกมา นำไปตากในที่โล่งให้รองเท้าแห้ง เป็นอันเสร็จสิ้น

วิธีทำซ่อมแซม: สิ่งที่รองเท้าผ้าใบมักเจอคือเมื่อรองเท้าเปียกมากๆ ตัวผ้าจะอุ้มน้ำทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น ใส่ไปเรื่อยๆ ทรงรองเท้าก็จะเสีย มีอาการบิดเบียวหรือยับ ใส่ไม่สวย วิธีแก่ก็คือในขั้นตอนการตากรองเท้านั้นให้ทำการยัดกระดาษหรือที่ดันทรง ดันให้หน้ามันตึง และแน่นที่สุด ทิ้งไว้จนแห้งก็จะคืนทรงรองเท้าให้กลับมาเหมือนดังเดิม ใช้วิธีนี้จะถนอมทรงรองเท้าได้มากกว่าปกติ

วิธีการป้องกัน: การป้องกันรองเท้าผ้าใบในสภาพการที่เปียกๆ ทำได้อย่างเดียวคือต้องทำใจ เพราะหากตัดสินใจหยิบไปใส่แล้วก็ต้องเจอกับทั้งน้ำทั้งรอยขีดข่วนรอยเปื้อน ซึ่งหากจะป้องกันจากอาการที่หนักให้เป็นอาการที่เบา อาจจะต้องใช้ตัวช่วยพวกเคมีภัณฑ์ที่พ่นกันน้ำก่อนใส่ออกไปนอกบ้านร่วมด้วย แบบนี้ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ดีที่สุดคือถ้ารักรองเท้าคู่นี้มากและคาดว่าจะต้องเจอกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ต่างๆนาๆ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ ถ้าแน่ใจว่าจะเจอแบบนั้นก็ “อย่าใส่คู่นี้ออกไปนอกบ้านเลยดีกว่า”

.

4.วิธีทำความสะอาดตัวรองเท้าวัสดุผ้าหนัง

สนีกเกอร์วัสดุหนังนั้นค่อนข้างเป็นอะไรที่ดูแลง่าย เพราะค่อนข้างจะทนน้ำ และคราบเปื้อนมักจะไม่ซึ่มลงไป ซึ่งหลังจากที่โดนน้ำโดนคราบมาเหมือนกับรองเท้าในวัสุดอื่นๆ สิ่งที่คุณต้องทำในรองเท้าประเภทแบบหนังมากที่สุด คือการรีดน้ำออกจากตัวรองเท้าออกให้มากที่สุด ถอดเชือกรองเท้าออกแยกไปแช่ในน้ำผสมผงซักฟอกหรือสบู่ที่เตรียมไว้ก่อน สำหรับรองเท้าอย่าเพิ่งเอารองเท้าไปซัก เพราะจะทำให้ตัวรองเท้ายิ่งบอบช้ำมากขึ้น เมื่อรองเท้าแห้งพอสมควรแล้ว จึงค่อยมาทำความซะอาด โดยเริ่มจากใช้แปรงปัดสกปรกที่แห้งแล้วออกจากตัวรองเท้าก่อน หลักงจากนั้นให้เตรียมน้ำยาทำความสะอาด จะเป็นน้ำยาทำความสะอาดโดยเฉพาะที่เป็นแชมพูสำหรับทำความสะอาดรองเท้าโดยตรง หรือเป็นน้ำสบู่ที่เราละลายผสมเองก็ได้ เตรียมแปรงที่มีขนไม่แข็งมากนัก ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็ใช้แปรงขัดเล็บนี่แหละ หรือแปรงสีฟันแบบขนนิ่ม เวลาขัดก็เริ่มจากจุดที่มีรอยเปื้อนก่อน จากนั้นก็ขัดไปให้ทั่ว เมื่อทำความสะอาดเสร็จก็เช็ดด้วยผ้า จากนั้นจะนำไปซักภายในต่อ หรือนำไปตากให้แห้งก็ได้ แต่ด้วยความเป็นวัสดุหนังไม่ควรจะตากให้โดนแดดจัดมาก เพราะจะทำให้หนังแข็งแห้งเสียความยืดหยุ่น เวลาใส่จะเกิดรอยยับได้ชัดเจน เลือกที่วางตากแห้งให้แสงแดดกำลังพอดีอย่าจัดมาก

วิธีทำซ่อมแซม: เมื่อทำความสะอาดแล้ว วัสดุหนังอาจจะรอดจากแป้งหรือโคลนได้ แต่จะรอดจากสีต่างๆนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นหากตัวหนังโดนสีจะต้องรีบทำความสะอาดก่อน โดยนำเบบี้ออยส์ถูเบาๆ บริเวณที่เลอะ สีที่เปื้อนจะจางลง จากนั้นก็ใช้กระดาษซับ แล้วจึงค่อนทำตามขั้นตอนการทำความสะอาดเหมือนที่บอกไว้ต้นๆเรื่อง

วิธีการป้องกัน: วิธีป้องกันไม่ให้หนังแห้งกระด้างหลังจากโดนน้ำมา ก็คืออย่าตากแดดจัดๆ  ควรตากแดดอ่อนๆ ที่มีการระบายอากาศที่ดี อาจจะใช้เวลานาน แต่หนังจะกลับมาเป็นสภาพเดิมได้ดีกว่าการตากแดดจัดๆแน่นอน

 

5.วิธีทำความสะอาดตัวรองเท้าวัสดุหนังกลับ

จริงๆ หนังกลับเป็นรองเท้าที่ไม่ควรให้น้ำไปโดนมากที่สุด เพราะจะทำให้หนังนั้นเสียความนุ่มนวลน่าสัมผัสและดูแห้งกร้านได้ง่ายมากและเต็มไปด้วยรอยกระด้าง ยากแก่การนำกลับมาทำให้อยู่ในสภาพเดิม แต่หากไปเลอะมาแล้วล่ะ ควรจะทำอย่างไร? ก่อนที่จะเริ่มทำความสะอาด เริ่มแรกเลยคือสำรวจดูว่ามีรอยสีตกของหนังหรือไม่? ก่อนเลยจะดีที่สุด

แล้วเริ่มทำความสะอาดขั้นแรก คือ การปัดคราบโคลนหรืออะไรก็ตามที่เกาะอยู่ออกให้หมด หากมีแปรงสำหรับหนังกลับโดยเฉพาะจะดีมาก (ถ้าเป็นคนชอบหนังแนวนี้ควรไปหาซื้อเก็บไว้เป็นเครื่องมือปฐมพยาบาลเหมือนยาสามัญประจำบ้านเป็นดีที่สุด)  แต่ไม่มีก็ใช้สูตรเดิมคือแปรงสีฟัน ปัดในทิศทางเดียวกัน  ค่อยๆ ปัดใจเย็นๆ อย่าปัดย้อนไปมาวกวนหนังจะเสียหายได้  จากนั้นก็มาเตรียมน้ำยาสำหรับทำความสะอาด หรือจะใช้น้ำยาสำหรับหนังกลับโดยเฉพาะก็ยิ่งดี หรือน้ำยาล้างจานผสมน้ำก็พอแทนกันได้ ใช้แปรงสีฟันจุ่มน้ำยา และสลัดให้หมาดๆ จากนั้นปัดรองเท้าไปในทางเดียวกัน ในกรณีใช้น้ำยาล้างจากหากมีฟองขึ้นมาอย่าไปขยี้ฟองมากเพราะจะทำให้เกิดรอยด่างได้ ควรใช้ผ้าซับฟองเหล่านั้นออก

เมื่อปัดจนสะอาดดีแล้วให้หาผ้าแห้งอีกผืนมาซับความชื้นจากตัวหนังอีกครั้ง แล้วนำไปผึ่งให้แห้ง ตากในที่ร่ม ห้ามตากแดดเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังแห้งกระด้างหมดความสวยงามจนไม่อยากจะหยิบมาสวมใส่อีกแน่ๆ หลังจากรองเท้าแห้งแล้วก็นำแปรงมาปัดในทางเดียวกันอีกรอบเพื่อทำให้ “รองเท้าหนังกลับ” คู่โปรดฟูขึ้นมาเหมือนเดิม ซึ่งหากใครอยากให้หนังกลับไม่ดูด่างๆ มีความเงางามก็หาน้ำยาสำหรับพื้นผิวหนังแบบนี้โดยเฉพาะมาใช้ แต่หากหาไม่ได้ก็ใช้เบบี้ออย หรือน้ำมันมะกอกแตะที่นิ้วบางๆ ค่อยๆ ลูบ บนตัวหนังไปทางเดียวกัน แค่นี้หนังก็จะดูมีชีวิตชีวาดูสีสดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

วิธีการซ่อมแซม: หากหนังกลับสีเข้มมีการสีตกใส่หนังกลับสีอ่อน ให้นำน้ำส้มสายชูเล็กน้อยผสมลงไปกับน้ำยาล้างจาน แล้วผสมน้ำให้เข้ากัน แล้วใช้แปรงจุ่มพอหมาดๆ ปัดไปบริเวณที่มีสีตก ขัดไปใช้ผ้าซับไปสีที่ตกจะจางลงได้

วิธีการป้องกัน: หนังกลับไม่ควรจะโดนน้ำ ห้ามอย่างเด็ดขาด ควรจะป้องกันด้วยการหาสเปรย์ที่มีคุณสมบัติในการกันน้ำมาพ่นเอาไว้ (งดใส่เล่นน้ำดีที่สุด)

.

6.วิธีทำความสะอาดพื้นวัสดุอย่างผ้าทอ knit ผ้าตาข่ายต่างๆ และ “ด้านใน” ของตัวรองเท้า

มาเริ่มด้วยวิธีทำความสะอาดตรงวัสดุอย่างผ้าทอ Knit กันก่อน

จริงๆ แล้ววัสดุอย่างนี้ค่อนข้างจะทำความสะอาดได้ง่ายอยู่แล้ว เพราะเป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ไม่ค่อยเก็บความสกปรก สามารถซักได้ง่าย ซึ่งหากใส่ไปโดนน้ำมาก็ไม่ต้องกังวนอะไรมาก ถอดเชือกรองเท้าออก แยกแช่น้ำเอาไว้ ส่วนตัวรองเท้าก็ตากลมให้แห้งก่อน เมื่อแห้งเสร็จก็ใช้แปรงที่ไม่แข็งมากปัดที่ตัวรองเท้าให้สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกให้หมดก่อน จากนั้นก็ใช้น้ำสบู่อ่อนๆ ทำการขัดไปให้ทั่ว พอเสร็จแล้วก็ใช้ผ้าแห้งเช็ด แล้วขัดด้วยน้ำสะอาดอีกรอบ เช็ดให้แห้งแค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ เวลาขัดอย่าขัดแรงมากเพราะเนื้อผ้าเหล่านี้จะมีความละเอียดอ่อน และมีการทอที่มีช่องวางเยอะ หากขัดแรงอาจจะทำให้เส้นใยต่างๆ ในรองเท้าหลุดได้ ต้องเบาๆมือหน่อย ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้หากมีรอยสี หรือรอยด่างอะไรที่เช็ดไม่ออกให้ใช้น้ำสบู่ที่เข้มข้นขึ้นมาอีกนิดขัดเฉพาะจุดเอา แต่ขอย้ำให้ขัดเบาๆมือหน่อย

วิธีการซ่อมแซม: หากวัสดุ knit , ผ้าตาข่ายต่างๆ และวัสดุผ้าสังเคราะห์มีรอยขาดนั้น วิธีแก้ก็คือใช้กาวซีลีโคนเชื่อมรอยขาดที่ด้านในตัวรองเท้า ทิ้งไว้ให้แห้งอย่างน้อย 1 วัน จากนั้นลองใส่ดูว่ารอยขาดยังเปิดอยู่หรือไม่ ถ้ายังเปิดอยู่ให้ช่างรองเท้าเย็[ด้านนอกซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการยึดรอยแผลนั้นเสีย (หาช่างฝีมือดีๆหน่อยจะเนียนสวย)

วิธีการป้องกันซ การใส่รองเท้าเหล่านี้ไปโดนน้ำนั้นค่อนข้างไม่มีปัญหา เพราะจะไม่ค่อยอุ้มน้ำ ไม่ค่อยอมคราบสกปรกนัก จะเสียก็ตรงที่มันขาดได้ง่าย เพราะฉะนั้นเวลาใส่ไปก็ต้อง มีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่จะไม่ให้รองเท้าไปเกี่ยวกับอะไร หรือมีการถูกับสิ่งของมีคมรุนแรงจนฉีกขาดเอาได้

ตามด้วยวิธีทำความสะอาดตัวรองเท้า “ด้านใน”

เมื่อรองเท้าเปียกไปถึงภายใน และรองเท้าส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ระบายความชื่นขนาดนั้นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้นรองเท้าจะอุ้มน้ำไว้เยอะมากๆ เมื่อกลับมาบ้านก็ควรจะรีดน้ำออกจากตัวรองเท้าให้มากที่สุดก่อนเป็นลำดับแรกยังไม่ต้องไปนึกถึงการจะทำความสะอาดหรอก ขออย่างเดียวรีดน้ำออกให้เยอะที่สุดก่อน  แล้วถอดเชือกรองเท้าออก เพื่อให้รองเท้าสามารถระบายอากาศได้มากที่สุด หากพื้นรองเท้าด้านในถอดได้ก็ให้ถอดออกด้วย ตากรองเท้าและทั้งหมดทุกส่วนที่แยกออกมาให้หมาดๆ พอหมาดได้จังหวะแตะดูแล้วไม่มีน้ำปริ่มซึมชนิดที่เรียกว่ายังแฉะอยู่  ก็ให้เอาผ้าแห้งมาซับความชื้นจากภายในออกให้มากที่สุดอีกที จากนั้นก็นำไปตากลมอีกครั้ง แล้วเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาดตามวัสดุแบบต่างๆที่เราแนะนำไว้ข้างต้น (อันนี้สำหรับรองเท้าที่ไม่ได้เปรอะหนักเละเปียกโชกหรือโดนน้ำเน่าเสียชนิดที่แช่มานานอาการหนักก่อนกลับถึงบ้านนะ) ส่วนพื้นรองด้านในและเชือกก็นำมาซักกับน้ำสบู่หรือผงซักฟอก จากนั้นก็ตากแดดทิ้งไว้ได้

ปัญหาที่พบบ่อยในบริเวณด้านในรองเท้าและวิธีธีการซ่อมแซม: ถ้าพูดถึงด้านในรองเท้า การชำรุดที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือรอยขาดบริเวณขอบข้อเท้า ซึ่งหากรอยขาดไม่ใหญ่มากวิธีซ่อมก็คือหาหนังชิ้นเล็กๆ สีใกล้เคียงกับสภาพภายในมาแปะ โดยนำมาทากาวที่ใช้ติดผ้าแล้วแปะลงไป รอจนแห้งแล้วค่อยนำมาใส่ แต่หากเป็นรอยขาดที่ใหญ่ก็อาจจะต้องมีการเย็บเพื่อปิดร่องรอยนั้นตามปกติ

วิธีการป้องกัน: หากใส่ไปโดนน้ำเปรอะเปื้อนมาแล้ว ไม่อยากจะให้มีกลิ่นอับติดรองเท้า ก็ควรจะรีบทำความสะอาดรองเท้าและนำไปตากทันทีไม่ควรเก็บไว้จนเกิดกลิ่นอับชื้น เพราะปัญหาเรื่องกลิ่นเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วกลิ่นจะมาติดที่เท้าเราด้วย บางครั้งถอดออกมาดูเสียบุคลิกมากๆถ้าส่งกลิ่นรุนแรง หลังรองเท้าแห้งควรหากระดาษหนังสือพิมพ์มายัดรองเท้าไว้เพื่อดูดกลิ่น ( ต้องทำตอนรองเท้าแห้งแล้วเท่านั้น ) หรือจะใช้เกลือโรยลงไปในรองเท้าทิ้งไว้หนึ่งถึงสองคืนก็ได้ แล้วค่อยๆเคาะออกก็จะช่วยป้องกันไม่ให้มีกลิ่นอับในรองเท้าได้ในระดับหนึ่งเหมือนกันนะวิธีนี้ แต่นะนำว่าควรเป็นเกลือเม็ดใหญ่ๆจะดีที่สุด ไม่ใช่เกลือทำผสมไอโอดีนปรุงอาหารที่แต่ละบ้านใช้ทำอาหารอยู่

……………………………………………………………………………………………………….

 

 

เขียนและเรียบเรียงบทความโดย Size10@ChimneyMagazine | Nameless@ChimneyMagazine

  • Facebook
  • Twitter
  • Google+
  • Linkedin
  • Pinterest