Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :

Life and Times : NIGO

/
/
/
663 Views

Life and Times : NIGO

Highsnobiety ‘s Fashion History Lessons : NIGO

Highsnobiety ‘s Fashion History เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจจาก highsnobiety.com เว็บไซต์สตรีทแวร์ชื่อดัง ซึ่งจะนำเสนอประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการแฟชั่นโลก ซึ่งบทความล่าสุดนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของ “ NIGO “ ครีเอทีฟ ดีไซนเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้มีอิทธิผลต่อวงการแฟชั่นโลกมากว่า 25 ปี เรียกว่าเป็นบุคคลที่น่าสนใจมากเราจึงขอยกบทความนี้มาแปล และเรียบเรียงให้อ่านกัน 

Originals Words by Calum Gordon

life and times : NIGO

จากบทความ life and times แรกที่ได้นำเสนอเรื่องราวของ Shawn Stussy (ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Stussy ) ครั้งนี้เรา ( Highsnobiety) ขอนำเสนอบุคคลที่สองของบนเรียนประวัติศาสตร์ทางแฟชั่น ผู้ซึ่งเป็นตำนานของสตรีทแฟชั่นผู้เดินทางข้ามมหาสมุทรจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หนึ่งเดียวคนนี้ก็คือ “NIGO”

กว่าสองปีก่อน NIGO กลายเป็นชื่อที่โจษจันมากที่สุดในวงการแฟชั่นญี่ปุ่นเมื่อเขาได้ประกาศจากลา “ A Bathing Ape “ แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 1993 และสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับแบรนด์มากว่า 20 ปีจนเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวงการสตรีทแวร์ และวัฒนธรรมสตรีททุกยุค

ซึ่งการประกาศครั้งนั้นเหมือนสัญญาณของวาระการสิ้นสุดยุคสมัย  ดีไซน์เนอร์คนนี้ฝช้การบอกลาด้วยการโพสภาพลงใน Instagram ของเขา ภาพนั้นเป็นผลงานของ KAWS ศิลปินชื่อดัง ซึ่งวาดภาพบาร์ต ซิมป์สันหนึ่งในตัวการ์ตูนที่ที่ NIGO  ชื่นชอบกำลังขุดหลุมฝังตัวฟิเกอร์รูป NIGO ที่ทำออกมาบนฝาขวดน้ำอัดลมยี่ห้อดังในอดีต เป็นการบอกลาที่เจ๋งๆ  ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราสามารถคาดหวังได้จากเขาเสมอ

ภาพนี้เป็นเหมือนการปิดฉากจบที่สมบูรณ์แบบ ผนึก NIGO คนเก่าลบภาพพจน์เดิมของเขาในฐานะผู้ออกแบบ A Bathing Ape ออกไป ให้สไตล์ที่เขาเคยสร้างไว้ให้ตายไปกับการเปลี่ยนแปลงไปของโลกแฟชั่น ก็อย่างที่เห็นรสนิยมของลูกค้าเปลี่ยนไป การกระโดดสู่ตลาดสตรีทแฟชั่นของดีไซน์เนอร์ใหญ่อย่างเช่น Raf Simons และ Rick Owens ที่มาพร้อมกับแฟชั่นรสชาติของการแต่งตัวใหม่ๆ เน้นความน้อย เน้นดีไซน์ แต่ในขนาดที่แบรนด์ของ NIGO ยังคงนำเสนอเสื้อผ้าขายโลโก้ใหญ่ๆ อยุ่ นั่นจึงไม่แปลกที่เขาจะอยู่ในขาลง ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คนอย่าง NIGO ผู้ที่สร้างวงการนี้ขึ้นเข้าใจอย่างท่องแท้ เพราะเมื่อ 20 ปีที่แล้ว  A Bathing Ape ก็เริ่มจากจุดนั้น และเพื่อจะเล่ามหากาพย์การเดินทางของชายคนนี้ได้ดีที่สุดก็ต้องเริ่มจากตรงนี้จุดเริ่มต้น ไปจนจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง และสิ่งที่ BAPE ครั้งหนึ่งเคยเป็น (อย่างน้อยก็ยังเป็นอยู่)

 

อย่างที่ทุกคนทราบกันว่าเมื่อสองปีก่อน NIGO ขาย A Bathing Ape ให้แก่ I.T กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศจีน ทำเอาเหล่าสาวกของแบรนด์ต่างแสดงความไม่พอใจ ว่าเมื่อไม่มีเขาแล้วจะเหลืออะไร แต่แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะเป็นการตัดสินใจที่มากว่าภาพที่เราเห็นอยู่ ก่อนหน้านั้นเราเห็นว่า BAPE เป็นแบรนด์ใหญ่แต่ในเบื้องหลังแล้วสถานะทางการเงินของแบรนด์นี้สุ่มเสี่ยงต่อหายนะ

จากรายงานของ Wall Street Journal ได้กล่าวว่าบริษัท Nowhere Co. ( บริษัทแม่ของ BAPE ที่มี NIGO เป็นเจ้าของ) นั้นประสบสภาวะขาดทุนอย่างหนักมากก่อนที่จะมีการช่วยเหลือด้านเงินกู้ให้กับบริษัท  “ รายงามเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2010 บริษัทขาดทุนสุทธิกว่า 119 ล้านเยน ขาดทุนน้อยกว่าปีก่อน ซึ่งมียอดขาดทุนสุทธิกว่า 267.4 ล้านเยน ปัจจุบันจน 31 สิงหาคม 2010 บริษัทมีหนี้สะสมรวมกว่า 1.03 ล้านล้านเยน”  ซึ่งในส่วนหนึ่งของข้อตกลงการช่วยเหลือทางการเงินบังคับให้  NIGO ยังคงต้องอยู่ในตำแหน่ง creative director ของแบรนด์ต่อไป แม้ว่ากระแส หรืออิทธิพลที่เขามีต่อวงการจะเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ธุรกิจก็ต้องขยายตัวด้วยการเปิดสาขาให้มากขึ้น ขายผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่แนวทางของ NIGO กลายเป็นการก้าวสู่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็น A Bathing Ape ดั้งเดิมออกไปทุกที

เมื่อวัฒนธรรม BAPE’s cultural ที่ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดแบบ exclusivity เดินทางมาสู่ยุคที่ผลิตออกมาเป็นสินค้าสำหรับทุกคน ทุกหนทุกแห่ง มีทุกอย่าง ตั้งแต่แก้วกาแฟไปยันเสื้อผ้าเด็กต่างถูกใส่โลโก้ Ape ลงไป และสินค้าก็ถูกยัดเยียดให้กับทุกคนที่พร้อมจะซื้อมัน ชื่อเดิมของ A Bathing Ape นั้นคือ “ A Bathing Ape in Lukewarm Water “ และพวกเขาก็นั่งอยู่ในน้ำอุ่นนิ่งๆ ปล่อยงาน Collab งงๆ ออกมาชิ้นเล้วชิ่นเล่า shark hoodie ไอเทมอันเลื่องลือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของที่มีความต้องการมากที่สุด และหาซื้อยากที่สุด กลายเป็นของที่ทำออกมาเยอะจนพอเป็นพิธี ใครมีเงินก็ซื้อได้ ซึ่งนั่นมันไม่ใช่ BAPE แบบที่พวกเราเคยตกหลุมรัก แต่อย่างไรก็ตามแผนธุรกิจนี้เป็นการเร่งการขยายตัวของเทรนด์ที่มันนำไปสู่หายะนะของอาณาจักร NIGO ในยุคหลังจากกระแสปีทองของ Pharrell Williams  สำหรับใครที่อยู่ในยุคนั้นคงจำกันได้ว่าเวลาพวกเขาทำอะไรเจ๋งๆ สักอย่างออกมา สินค้านั้นจะมีคุณภาพ มีที่มาที่ไป และลึกซึ้งมากพอที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาเป็นมากกว่าลูกค้า รู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลายพรางของแบรนด์นี้ฮิตไปทั่วโลกโดยที่ยังคงความเป็น underground อยู่ ซึ่งหากไปถามคนในวงการในสมันนั้นอย่าง Craig Ford หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของ BAPE ในอังกฤษว่า “  คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับแฟชั่นจาก NIGO ? “ เขาตอบมาเพียงสั้นๆ ว่า “ ทุกอย่าง “ ซึ่งก็น่าจะเป็นเสียงสะท้อนอันนับไม่ถ้วนจากเหล่านักดนตรี ,ศิลปิน และเหล่าผู้มีอิทธิพลในยุคนั้นเช่นกัน ว่าแต่.. NIGO คนทำเสื้อจากบ้านผู้สูงอายุในจังหวัดกุนมะประเทศญี่ปุ่นมาไกลเช่นนี้ได้อย่างไรละ?

NIGO หรือชื่อจริง Tomoaki Nagao นั้นเป็นแฟนเพลง hip-hop ตัวยงและสิ่งนี้นี่แหละที่ทำหน้าที่กรุยทางให้เขาได้มีบทบาทในวงการ ในวัย 16 ปี NIGO มักเดินทางไปที่โตเกียวเพื่อซื้อแผ่นเสียงที่ร้าน Cisco เก็บเงินเพื่อซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงครบชุด ด้วยความติดใจในดนตรี และสไตล์ของ hip-hop ทำให้เขาอยากจะเป็น DJ และแต่งตัวตามศิลปินคนโปรดอย่าง Public Enemy, LL Cool J และ The Beastie Boys       หลังจากจม ม. ปลาย NIGO ก็ทิ้งความสงบของจังหวัดกุนมะก้าวสู่แสงสีในเมืองหลวง เขาเข้าเรียนใน Bunka Fashion College วิทยาลัยด้านแฟชั่นชื่อดัง แต่แทนที่จะได้วิชาจากในห้องเรียน สิ่งที่สอนแฟชั่นที่แท้จริงให้กับเขากลับเป็นไนท์คลับในกรุงโตเกียว เขาพบช่องทางเข้าถึงอาชีพในวงการแฟชั่นของตัวเองมากกว่าการเรียนตัดเย็บแพทเทิร์นในห้องเรียนซะอีก เขารู้ตัวว่าจะได้ 0 จาก Bunka แต่ในคลับเขาได้สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการได้พบ Jun Takahashi ชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ UNDERCOVER ในเวลาต่อมา        ขณะนั้นหนึ่งในเพื่อนของเขา Hiroshi Fujiwara หนุ่มจากนาโกย่าก็ได้ก้าวสู่ตำแหน่ง “Godfather of Harajuku,” ถ้าจะเล่าว่าทั้งคู่สนิทกันแค่ไหน ก็บอกได้ว่าชื่อ “ NIGO “ ที่เราเรียกกันทุกวันนี้ Hiroshi Fujiwara นี่แหละเป็นคนตั้งให้ ซึ่งคำว่า NIGO ในภาษญี่ปุ่นมีความหมายว่า “number two” หรือหมายเลข 2 เปลียบได้กับการยกให้  NIGO เป็นเจ้าพ่อคนต่อไป ทั้งคู่จึงมักจะชอบอะไรเหมือนกัน แต่งตัวคล้ายกัน และในที่สุด NIGO ก็ก้าวมาเป็นผู้ช่วยให้กับ Fujiwara.

ด้วยความช่วยเหลือของ Hiroshi Fujiwara นี้เองที่ทำให้ NIGO กับ Takahashi ได้ร่วมกันก่อตั้งร้าน Nowhere ขึ้นในปี 1993 มันเป็นร้าน boutique ที่จับตลาดแฟชั่นกลุ่มเล็กๆ จำหน่ายเสื้อผ้า streetwear นำเข้า และขายสนีกเกอร์ของ adidas กับ Nike ซึ่งที่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้น  A Bathing Ape ขึ้นซึ่งเขาก็ได้ SK8THING.มาร่วมงานด้านการออกแบบ

ในขนาดที่ยังใช้ชื่อดั้งเดิมของแบรนด์  A Bathing Ape in Lukewarm Water ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นคำที่เต็มปากมาก  ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าที่คนจะรู้จัก แนวทางการออกแบบแรกๆ ของแบรนด์เป็นภาพของมนุษย์วานรที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์ Planet of the Apes ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ติดตาได้อย่างรวดเร็ว และก็กลายเป็นตราของแบรนด์ในทันที ซึ่งคำว่า A Bathing Ape in Lukewarm Water นั้นเป็นคำที่มีความหมายเชิงล้อเลียนวัยรุ่นญี่ปุ่นที่เกิดมาในความมั่งคั่งหลังยุคสงครามโลก ใช้ชีวิตไม่ทุขษ์ร้อนเหมือนนอนแช่อยู่ในน้ำอุ่นๆ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่าง แต่การแดกดันนี้กลับรวบรวมวัยรุ่นเหล่านั้นมาเป็นสาวกของแบรนด์            จุดปลี่ยนอันแสนฉลาดที่ทำให้แบรนด์ได้ขับเคลื่อนได้อย่างเหลือเชื่อนั่นก็คือนโยบายของการขายแบบขาดแคลน NIGO จงใจที่จะผลิตสินค้าออกมาให้น้อยกว่าความต้องการตลาด โดยจะทำออกมาเพียง 10% ของความต้องการทั้งหมด นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่สนใจ เป็นการเพิ่มดีกรีย์ความอยากได้ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบอย่างรุ่นแรง

ถึงกระนั้นในปี 1998 NIGO ก็ยังคงดำเนินกิจการในขนาดเดิมๆต่อไป เขาตระหนักดีถึงธรรมชาติของแบรนด์ยิ่งขายดียิ่งหมดความน่าสนใจได้อย่างง่ายดาย เหมือนยิ่งบินไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาเท่านั้น ไม่นานก็ถูกเผาอย่างรวดเร็ว ในปี 2008 เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Complex Mag ไว้ว่า ” พวกเราเคยวางจำหน่ายสินค้าในร้านกว่า 40 แห่งทั่วญี่ปุ่น แต่ในปี 1998 ผมตัดสินใจที่ยกเลิกทั้งหมด แล้วขายเฉพาะในร้านของเราเองที่โตเกียวอย่างเดียว มันใช้เวลาไม่นานนักยอดขายจากร้านก็ดีเท่าเมื่อตอนเราขายทั่วประเทศ นั่นทำให้ผมตระหนักได้ว่าแบรนด์นี้มันไปไกลกว่าที่ผมคาดไว้แล้ว ”

นั่นคือความเป็นจริงที่เป็นเหมือนเวทมนต์สร้างความพิเศษอย่างรุ่นแรง ทำให้ BAPE กลายเป็นของหายาก ในเวลาเดียวกันบุคคลสำคัญที่มีอิทิผลในวัฒนธรรมทั้งหลายอย่างเช่น Notorious B.I.G. และ James Lavelle แห่งตราแป่นเสียง Mo’Wax records ก็ต่างช่วยผลักดันแบรนด์นี้ด้วยการสวมใส่ในสื่อต่างๆ ยิ่งฉุดให้กระแสของแบรนด์นี้พุ่งขึ้นไปอีก  ไม่กี่ปีต่อมาเรื่องราวความสำเร็จของ NIGO ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ในขณะเดียวกัน Pharrel William แห่ง N.E.R.D. คือโฉมหน้าใหม่ของวงการ Hip-Hop หลังยุคมิลเลนเนียม ทั้ง NIGO และ Pharrel จึงช่วยกันพา BAPE โตวันโตคืน เป็นแบรนด์ดังในยุคนั้น แล้วมันจะมีอะไรดีไปกว่าการที่ทั้งคู่จะจับมือเป็นหุ้นส่วนกันในการทำแบรนด์ใหม่ขึ้นมาอีกสักแบรนด์สองแบดรนด์ ชื่อของ Billionaire Boys Club และ Ice Cream อีกละ  ซึ่งตัว Pharrel William เองก็ถือว่าเป็น brand ambassador อย่างไม่เป็นทางการให้กับ BAPE เขาสวมใส่ BAPE จนเป็นกระแส นั่นทำให้ศิลผิน Hip-Hop ชั้นนำของยุคนั้นไม่ว่าจะเป็น Kanye West, Lil Wayne และอีกมากมายก็ต่างตามมาสวมใส่ BAPE กันแทบทั้งหมด ดันให้ตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์อยู่ในจุดสูงสุดของสไตล์การแต่งตัว Hip-Hop  ผลกำไรของบริษัททะยานด้วยความมั่งคั่ง แสดงให้เห็นว่ารสนิยมของ NIGI นั้นเป็นสิ่งที่มีอิทิผลต่อผู้คนจริงๆ  เขาได้เล่าถึงให้นิตายสาร Inventory Magazine ฟังว่า  “ เริ่มได้ยินคนพูดถึง BAPE ใส่ลงไปในเนื้อเพลง นั่นคือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง “ ซึ่งในยุคนี้เองที่ NIGO เริ่มทำเพลงแร็ปภาษาญี่ปุ่นให้กับ Teriyaki Boyz วง Hip Hop ในสังกัด Bape Sound ของเขา

แม้จะเป็นคนที่มีน้ำเสียงในการพูดแผ่วเบา แต่เรื่องสายตาในการเลือกของสะสมนั้นเฉียบคมยิ่งนัก ของสะสมของเขาไม่เคยเป็นความลับ มีตั้งแต่ผลงานของศิลปินอย่าง KAWS , Futura ไม่เว้นแม้แต่ Andy Warhol ร่วมไปถึงของเล่นหายากอย่างคอลเลคชั่นจากภาพยนตร์ Star Wars ที่มีมูลต่าถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ NIGO เรียกว่าเป็นนักสำรวจทางวัฒนธรรมตัวยง ประสบความสำเร็จในการสะสมจนเรียกการช็อปปิ่งว่าเป็นงานอดิเรกของเขาก็ว่าได้ ในบ้านหลังหนึ่งของเขาที่โตเกียว เขาทำการอุทิศห้องหนึ่งห้องให้กับแบรนด์โปรดอย่าง Gucci ทั้งห้องตกแต่งด้วยทุกอย่างจาก Gucci ตั้งแต่ wallpaper ไปยันฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนผลิตโดย Gucci ในนิตยาสาร  Vibe magazine ปี 2006 Pharrell เคยกล่าวไว้ว่า  “ไม่มีใครมีทุกอย่างได้เท่าหมอนี่หรอก , เขาคือปรมาจารย์แห่งของเจ๋งๆ  “ และในบทความเดียวกันนี้ NIGO ได้ประเมินรายรับของแบรนด์ว่าอยู่ที่ราว 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็น่าจะมาจาก Bapesta รองเท้ายอดฮิตของเขา โมเดลที่ถอดเค้าโครงมาจากรองเท้ารุ่น Air Force One ของ Nike ของแรงที่เหล่า sneakerheads เห็นแล้วต้องร้องกรี๊ด อยากจะมีโอกาศเป็นเจ้าของ แม้จะต้องซื้อในราคารีเซลที่ร้าน Flight Club ก็ตาม แพงแค่ไหนก็หมดจนกลายเป็นเรื่องปกติ

นี่ก็คือจุดพีคของ BAPE ร้านค้าที่แถบจะไม่มีสต็อกเหลือให้ขาย ทำอะไรที่แบรนด์อื่นไม่ทำอย่างการเปิดร้านกาแฟ  ทำสถานีโทรทัศน์ เป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันมวยปล้ำญี่ปุ่น นี่ยังไม่รวมการสร้างความอึดอัดในการสัมภษษณ์ของรายการ talk show ที่มี Jonathan Ross เป็นพิธีกรอีกนะ เห็นแบบนี้แล้วก็คงคิดว่าแบรนด์นี้คงจะอยู่คงกระพัน แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรในโลกเป็นเช่นนั้นหรอก

เมื่อรสนิยมของคนยุคมิลเลนเนียมเปลี่ยน การขยายตัว และการบริโภคไร้สาระที่ไม่จบสิ้นกำลังจะล่มสลายด้วยตัวมันเอง เห็นได้ชัดว่าโชคชะตาของ NIGO กำลังจะผกผัน อันที่จริงการเผชินหน้ากับปัญหาการเงินของบริษัทก็เหมือนเขายืนอยู่กลางหลุมดำ เขาถูกบังคับให้ขายหุ้น 90% ของ BAPE เพื่อแลกกับเงิน 230 เยน หรือแค่ 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาใช้หนี้ รักษาแบรนด์ไว้ มันคือจุดจบในบทหนึ่งของชีวิต NIGO ที่ทุกคนได้เห็นชัดเจน สองปีต่อมาเขาก็ออกจากแบรนด์อย่างไม่มีวันกลับ

ทุกวันนี้ NIGO ยังทำตัววุ่นวายกับการทำงานด้านแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของเขาที่ชื่อ Human Made ซึ่งเน้นการผลิตเสื้อผ้าในสไตล์ย้อนยุคคุณภาพสูง การร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่อย่าง Uniqlo ในฐานะ Creative Director ของ UT  คอลเลคชั่นเสื้อยืดของ Uniqlo  และเขายังได้ร่วมงานกับ adidas Originals ทำคอลเลคชั่นร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามในขนาดที่ทุกโปรเจ็คของเขากำลังไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ในขนาดเดียวกันกระแสของ A Bathing Ape  ก็กลับมาในปีที่ยิ่งใหญ่นี้  ซึ่งไม่ว่าจะจากความเคารพนับถือในแบรนด์ หรือจากความหวนคิดถึงอดีตก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังขับเคลื่อนผลงานเสื้อผ้าของ NIGO ต่อไป

หากถามว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ดีที่สุดหรือไม่?…ก็คงไม่  เขายอมรับกับหนังสือ Women’s Wear Daily ในปี 2011 ว่า “ ผมรู้สึกแน่วแน่อย่างยิ่งที่อยากจะให้แบรนด์นี้รอด “   และเขายังได้กล่าวต่ออีกว่า. “ หลักๆ ก็คิดว่าจะทำอย่างไงกับมันดี ผมใช้เวลากว่า 20 ปีเพื่อสร้างมันมา มันคงเป็นเรื่องหน้าอายหากมันจะหายไป “

มันก็มีบางสิ่งที่น่าชื่นชมในแนวคิดของเขา และมันก็คุ้มค่า NIGO ได้สิ่งที่เขาปราถนา BAPE ยังคงอยู่ดี และยังคงความเจ๋งอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนศัทธาของ NIGO ก็ยังคงมีความหมายกับผู้คนทั่วโลก บางที่นี่อาจจะเป็นมรดกที่ยั่งยืนมากที่สุดของเขาแล้วก็ว่าได้ ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับเสื้อผ้า Shawn Stussy เริ่มก่อน , NIGO เป็นคนกำเนิดอุตสาหกรรมสตรีทแวร์ยักษ์ใหญ่  อย่างไรก็ตามคนที่จะพบมันคงต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

 

Still, wherever that life takes the brand in future, one thing is certain: it will always be remembered in light of one man – “number two.”

 

  • Facebook
  • Twitter
  • Google+
  • Linkedin
  • Pinterest