Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views : Ad Clicks : Ad Views :

Open | Addict Room : เปิดห้องพร้อมเปิดใจ เจ้าของร้าน SuckCool & Salute “Sneakers Online Store”

/
/
/
1360 Views

Open | Addict Room : เปิดห้องพร้อมเปิดใจ เจ้าของร้าน SuckCool & Salute “Sneakers Online Store”


( จากภาพเป็นคุณชานนทร์)

ชานนทร์ แสงทอง (นน) Chanon Sangthong (Non) | ผู้บริหาร  และหนึ่งในเจ้าของ SuckCool ในฐานะน้องชายและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์

ร่วมกับพี่ชาย | ปณัฐ แสงทอง (นัท) Panat Sangthong (Nat) หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์เช่นกัน

(นน) อายุ 19 ปี เรียนจบระดับอนุบาลถึงมัธยม จากโรงเรียน Marmara Schools Chindamanee English Program

ปัจจุบันเรียนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขา วิจัยสังคม

เปิดกิจการตั้งแต่ปี 2011 ความหมายของชื่อร้าน SuckCool มีความหมายว่าห่วยและเจ๋งซึ่งเป็นความหมายตรงกันข้ามกันพอๆกับความรู้สึกที่ดูขัดแย้งกันในความหมายแต่ผสมออกมากลับลงตัวเป็นอีกรสชาตที่เข้มข้นในวงการรองเท้าผ้าใบไทย  ทางคุณนนท์ได้ให้คำจำกัดความไว้กับทีมงานแบบนี้  และพูดติดตลกในแบบชาวสนีกเกอร์เฮดทั่วไปอีกว่า คำๆนี้ถ้าหากอ่านตามแบบภาษาไทยแบบลากเสียงยาวๆสามารถอ่านได้อีกอย่างว่า “สักคู่” อีกด้วย จึงรู้สึกชื่นชอบชื่อนี้และถูกนำมาตั้งเป็นชื่อร้านในที่สุด (เราในที่นี้คือนนและพี่ชายของเขา)

และแน่นอนว่า สำหรับโลโก้ที่คุ้นตาของร้านนี้ก็ต้องย่อมไม่ธรรมดา เราไปฟังคำอธิบายกันว่ามีความหมายใดซ่อนอยู่ โลโก้ที่เห็นนี้ เป็น”เครื่องหมายน้อยกว่าและมากกว่า”ซ้อนกันเป็นรูป”ตัว S 2ตัว”เครื่องหมายน้อยกว่าแทนคำว่า suck มากกว่าแทนคำว่า cool ตัว S 2ตัวคือ Suckcool & Salute  นี่่แหละครับที่มาที่ไป เอากันพอหอมปากหอมคอ เพราะวันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาที่ไปกันที่ตัวผู้ก่อตั้งพร้อมกับ “เปิดคลังแสง” บ้านเจ้าของ SuckCool & Salute กัน

OPEN  MINDSET

“เราขอละไว้ให้เข้าใจกันเบื้องต้นก่อนจะเข้าสู่โหมดถามตอบกันแบบเจาะลึกว่า เรื่องราวของเขานี้เหมารวมว่าเป็นเรื่องราวของพวกเขา หรือของเขากับพี่ชาย ด้วยกัน หากเกี่ยวข้องกับ SuckCool แล้วล่ะก็ ให้เข้าใจกันตามนี้ เนื่องจากพี่ชายของนน(นัท) ในฐานะเจ้าของและพี่ชายของเขา ค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวเงียบไม่หวือหวาแบบ “คนวงการสตรีท” เนื่องจากเป็นอุปนิสัยส่วนตัวและตัวตนความเป็น Business Man จะมีมากกว่าไลฟ์สไตล์สตรีทแวร์ คำตอบทุกคำตอบจึงเสมือนน้องชายในฐานะผู้ก่อตั้งร้านจึงจะทำหน้าที่ตอบและแชร์ประสบการณ์รวมถึงความรู้สึกแทนพี่ชายของตนด้วย เรามารู้จักพวกเขาทั้งสองกันดีกว่า

 

เปิดร้านมานานแล้ว หลายคนยังไม่รู้จักความเป็นมาของเจ้าของร้านเลย ช่วยเล่าให้แฟนๆ CHIMNEY และ SUCKCOOL ฟังสักหน่อยครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เปิด SuckCool คือ ในช่วงระยะแรกผมเริ่มจากการขายรองเท้ามือสองครับ ตอนนั้นผมเริ่มมีรองเท้าหลายคู่แล้วมีบางคู่ที่ไม่ได้ใช้งาน ก็เลยนำไปโพสขาย สมัยนั้นเฟสบุ๊คพึ่งเริ่มเป็นที่นิยม ตลาดรองเท้าออนไลน์ยังเป็นตามเว็บบอร์ดอยู่เลยครับ พอมีรองเท้าหลายคู่มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็คิดว่า เอะทำไมเราไม่ทำเป็นร้านไปเลย แล้วบวกกับตอนนั้นเราได้รู้จักพี่ไอซ์ อีกหนึ่งบุคคลที่ร่วมก่อตั้ง SuckCool ขึ้นมาด้วยกัน รู้จักกันผ่านเว็บบอร์ดฟุตบอลเว็บนึงครับ พี่ไอซ์เองก็มีไอเดียร์แบบเดียวกับผม เราเลยร่วมกันเปิดร้านขึ้นมาครับ โดยในตอนนั้นเราก็ตั้งกระทู้ให้สมาชิกในเว็บฟุตบอลมาช่วยกันตั้งชื่อร้าน ก่อนที่จะได้ชื่อร้านมาเป็นชื่อ “SuckCool” ครับ ซึ่ง SuckCool นอกจากจะหมายถึงห่วยกับเจ๋งซึ่งเป็นความหมายตรงกันข้ามกันแล้ว หากอ่านเป็นแบบไทยๆก็จะอ่านว่า “สักคู่” ครับ ซึ่งอาจจะหมายถึง รองเท้าสักคู่หนึ่งอะไรแบบนี้ครับ ในช่วงแรกก็ขายอยู่ในตามเว็บบอร์ดครับ ก่อนจะมาเปิดเพจขายในเฟสบุ๊ค ซึ่งเราน่าจะเป็นเพจร้านรองเท้าของคนไทยแรกๆเลยในสมัยนั้นครับ (ปี2011)

คนส่วนใหญ่ที่เปิดร้านรองเท้ามักเริ่มต้นจากการเป็นคนสะสมรองเท้ามาก่อน อยากทราบว่าอะไรคือแรงบันดาลใจที่สำคัญของการเปิด Suckcool
แรงบรรดาลใจที่สำคัญที่สุดเลยคงเป็นรองเท้าครับ เพราะเราเริ่มตกหลุมรักSneaker เราอยากคลุกคลีอยู่กับมัน และตัวเรามีความคิดว่าหากรักอะไรเราจะทำสิ่งนั้นได้ดี นั่นเป็นเหตุผลสำคัญเลยครับที่ทำให้เปิด SuckCool

เมื่อถึงเวลาที่ร้านถูกเปิดดำเนินการขึ้นมาแล้ว ทางร้าน SuckCo0l มีหลักเกณฑ์ในการบริหารและคัดเลือกสินค้าเข้าร้านอย่างไรบ้างถึงกลายมาเป็นร้านในดวงใจใครหลายๆในขณะนี้

หลักเกณฑ์สำคัญที่สุดคงเป็นเรื่องของ “คุณภาพ” ครับ เราจะคัดสรรค์รองเท้าที่แน่นอนว่าต้องเป็นของแท้ และต้องมีคุณภาพมากที่สุด อีกทั้งจะพยายามเลือกรองเท้าจากทุกๆแนวเพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้าได้เลือกซื้อครับ ที่สำคัญอีกอย่างคือสินค้าที่เราเลือกมาจำหน่าย ต้องเป็นสินค้าที่หายากหรือไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยครับ

มองตลาดการค้าสนีกเกอร์ออนไลน์อดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างไรบ้าง

อย่างที่ได้เล่าไปในตอนต้นครับ สมัยก่อนตลาดสนีกเกอร์ออนไลน์ยังแคบกว่าในปัจจุบันมาก ร้านรองเท้าจะขายกันผ่านบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ ตอนนั้นร้านรองเท้ามีน้อยกว่าในปัจจุบันมากครับ ในปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจสนีกเกอร์มากขึ้นกว่าแต่ก่อนและมีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้นทุกๆปีเลยครับ ทำให้ร้านสนีกเกอร์ออนไลน์ในปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นตามความต้องการไปด้วย ปัจจุบันแทบไม่มีการขายสินค้าตามบอร์ดแบบเมื่อก่อนแล้วครับ จะขายกันผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์คต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นที่นิยมที่สุดคงเป็น Facebook เพราะนอกจากจะสามารถสร้างเพจเป็นร้านของตัวเองได้แล้ว ยังมีกรุ๊ปต่างๆไว้สำหรับขายรองเท้าอีกด้วยครับ นอกจากนี้ก็จะมี Instragram ครับที่ร้านส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้เป็นช่องทางในการกระจายข่าวสารหรือขายสินค้าควบคู่ไปกับเฟสบุ๊ค ซึ่งในความคิดของผมผมมองว่าในอนาคตระยะ3-5ปีข้างหน้านี้ อาจจะมีโซเชียลเน็ตเวิร์คใหม่ๆขึ้นมาอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่เฟสบุ๊คคงยังเป็นศูนย์รวมหลักสำหรับการขายสนีกเกอร์ออนไลน์อยู่ครับ

 ตั้งเป้าว่าร้าน SuckCool จะเดินไปจนถึงจุดไหน และจุดต่างของร้านที่จะทำให้เป็นที่จดจำและแข่งขันในตลาดได้คือ?

ในอนาคตเรามี Plan วางไว้หลายอย่างแล้วครับ ซึ่ง Plan ที่ใหญ่ที่สุดคงเป็นการเปิดหน้าร้านครับ แต่หากถามว่าจะเดินไปถึงจุดไหน เป้าหมายสูงสุดคงเป็นการเป็นร้านชั้นนำของเอเชีย เป็นที่รู้จักและได้รับการยอบรับของระดับโลกครับ โดยส่วนตัวเราไม่เคยคิดว่าต้องการเหนือกว่าใครนะครับ เราจะโฟกัสเฉพาะร้านของเรามากกว่าครับ เราจะคอยปรับปรุงและพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบ การบริการ หรือหารองเท้าใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าครับ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเพราะการบริการรวมถึงสินค้าตัวเลือกของร้านเราที่มีอย่างหลากหลายครับทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เล็งเห็นและเลือกใช้บริการร้านเราครับ

แยกกันทำงานอย่างไร กับพี่ชาย ที่ถือว่าเป็น Owner ของร้านเหมือนกัน

เรา ขอถือโอกาสพูดตรงนี้เลยนะว่า ร้าน SuckCool เนี่ย เราเป็นเพียงคนก่อตั้งกับประคับประคองร้านมา ส่วนคนที่ทำให้ร้านประสบความสำเร็จจริงๆเราขอยกเครดิตให้พี่ชาย คนที่อยู่เบื้องหลังหลายๆอย่างให้เรา คือพี่ชายของเราเอง การแบ่งงานของเรา ส่วนใหญ่จะช่วยเหลือกันมากกว่า แต่พี่ชายเราเป็น Business Man ตัวจริงเลย เขามีความเป็นนักธุรกิจมากกว่าเรา เรามีแต่ใจที่รักมันซะมากกว่า ฮ่าๆ ดังนั้นพี่ชายเราจะเป็นคนวางระบบของร้านกับทำMarketing ส่วนการหาของหรือดีลกับร้านอื่นๆส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของเรานะ แต่หลังๆด้วยเวลาที่พี่เรามีมากกว่าเราและพี่เราเริ่มรู้วิธีการหาของหรือดี ลของ ก็กลายเป็นว่าจากที่เราเป็นคนหา กลายเป็นช่วยกันหาคนละส่วน เราจะช่วยกันตัดสินใจ พี่ชายเราไม่ได้คนทีอยู่ในวงการนี้ และเขาเป็นคนที่อยู่ของเขาเงียบๆ จริงๆเราก็อยากให้เขาออกมาพูดกับเราในการสัมภาษณ์ครั้งนี้นะ แต่เขาปฎิเสธ (ไม่เป็นไรครับใครพูดก็เหมือนกันเพราะมันก็คือ “กำลังพูดกำลังเล่า” ให้เราฟังเกี่ยวกับ SuckCool ซึ่งมันก็คือเรลและมาจากผู้ก่อตั้งทั้งสอง ส่วนใครจะทำหน้าที่อะไรอย่างไรบ้าง ส่วนนี้ทีมงานขอเรียกว่า “ส่วนผสม” การลงทุน ลงแรง ลงความคิด และลงความรักในสิ่งที่ทำ จึ่งมีคำว่า “สำเร็จ” ในวันนี้ ธุรกิจบางอย่างอาจต้องใช้ทฤษฤีและคำชำนาญในการจัดการธุรกิจ แต่ธุรกิจบางประเภทก็จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจเพื่อตอบโจทย์ Business เพราะฉะนั้น สองพี่น้องนี้คือ ต่างเติมเต็มซึ่งกันละกันอย่างแน่นอน )

ลูกค้าและขาประจำของทางร้านเป็นใคร

ลูกค้าทั่วไปเอาจริงๆไม่สามารถระบุเพศหรือวัยได้เลยครับ ส่วนใหญ่จะเป็นตั้งแต่อายุ 15ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 60ปีเลยครับ ส่วนลูกค้าประจำแน่นอนว่าความหมายของลูกค้าประจำคือคนที่ซื้อรองเท้าไปจำเยอะๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สะสมรองเท้าอยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า Sneakerhead นั่นเองครับ อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นคนที่ใช้บริการร้านเราตั้งแต่สมัยเป็นเพจเล็กๆจนเรามีความสนิทสนมด้วยครับ ในส่วนของลูกค้าประจำที่ว่านี่ ซื้อเดือนนึง 3 – 10 คู่เลยนะครับ มากกว่านั้นก็มี ฮ่าๆ เรียกได้ว่าประจำถึงขั้นเราจำไซต์รองเท้าของลูกค้าได้ และเราจะอัพเดทลูกค้าประจำแต่ละท่านเสมอเวลามีสินค้าใหม่ๆที่เป็นไซต์ของลูกค้าประจำเข้ามาครับ

แทบจะทุกธุรกิจร้านค้าที่ต้องผ่านอะไรมาบ้างอย่างแน่นอน สำหรับทางร้านนี้อุปสรรคและการฝ่าฟันหนักๆมีบ้างไหม

เราไม่เคยเกิดอุปสรรคใหญ่โตถึงขั้นทำให้การบริหารหรือพัฒนาร้านหยุดชะงักนะครับ อาจจะประสบปัญหานิดหน่อยตามภาษาธุรกิจที่ทุกๆคนต้องพบเจอบ้าง อย่างเช่น ปัญหาการขนส่งล่าช้า อะไรแบบนี้ครับ ส่วนปัญหาส่วนตัวที่เป็นอุปสรรค ก็จะมีในช่วงแรกครับ ที่ครอบครัวไม่ค่อยสนับสนุนให้ขายรองเท้าสักเท่าไหร่ และส่วนตัวไม่ค่อยพบเจอปัญหาอะไรนะครับ อาจจะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆเช่น บางครั้งเราตัดสินใจสั่งซื้อรองเท้าช้า ทำให้ต้นทุนปรับสูงขึ้นอะไรแบบนี้ครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เรามองว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหานะครับ มองเป็นเรื่องท้าทาย เอามาเป็นแรงผลักดัน เอามาเป็นประสบการ์ณสำหรับพัฒนาร้านในอนาคตมากกว่าครับ

แน่นอนว่าเมื่อมีอุปสรรคและปัญหาก็ย่อมต้องมีเรื่องราวอันน่าประทับใจ ทางเราเลยอยากทราบว่าตั้งแต่เปิดร้านมีเรื่องราวประทับใจเรื่องใดบ้าง

เรื่องที่ประทับใจที่รู้สึกประทับใจจริงๆจะมี 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคงการที่เราเป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวครับ เพราะในตอนแรกครอบครัวไม่ได้สนับสนุนให้เปิดร้านหรือขายของอะไรจริงจังแบบนี้ ด้วยความที่เราก็เรียนอยู่ ครอบครัวอยากให้เราโฟกัสด้านการเรียนมากกว่าครับ แต่เพราะเราเป็นคนหัวดื้อ เราคิดว่าเราทำมันควบคู่ไปได้ แล้วเราสามารถทำให้ประสบความสำเร็จทั้งคู่ได้ เราเลยเดินหน้าทำต่อ จนสุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จในระดับนึงจนครอบครัวยอมรับและให้การสนับสนุนครับ อีกเรื่องนึงคงเป็น การได้มิตรภาพจากการขายรองเท้าครับ ผมได้เพื่อนพี่น้องจากการขายรองเท้าเยอะมากครับ มีเพื่อนคนนึงชื่อฟืน ฟืนอุดหนุนตั้งแต่ร้านเปิดมาปีแรก จากเป็นพ่อค้ากับลูกค้า ปัจจุบันเป็นเพื่อนสนิทกันมากครับ ฟืนเป็นคนราชบุรีตอนที่ฟืนเข้ามากรุงเทพถ้าเรามีโอกาสเราก็จะไปเทคแคร์ พาไปเที่ยวอะไรแบบนี้ครับ จนปัจจุบันสนิทกันถึงขั้นมานอนที่บ้านไปแล้วครับ ฮ่าๆ

สุดท้ายนี้ “ก่อนจะเปิดห้อง” รองเท้าที่สะสมไว้ อยากฝากอะไรถึงแฟนคลับดี

การที่ได้มีโอกาสทำร่วมกับ Chimney Magazine  ก็บอกว่ากิจกรรม 9th Anniversary Chimney Magazine x SuckCool| Round 1-2 นี้ ผมถือว่ามาร่วมฉลองเอาใจแฟนคลับนิตยสารด้วยคนครับ และอีกอย่างก็เป็นการขอบคุณ “ลูกค้า” ทุกท่านที่ให้การสนับสนุน SuckCool มาตลอด 5 ปีด้วยครับ กิจกรรม Final round กำลังจัดอยู่นะครับ อยากฝากให้มาร่วมสนุกกันเยอะๆ เป็นกิจกรรมน่าสนใจเพราะสามารถบันทึกลงประวัติชีวิตได้เลยครับ (โพสปักหมุดบนเฟสบุ๊ค www.facebook.com/chimneymgazine ลองหาดู) และท้ายที่สุดครับ ผมในนาม SuckCool Shop จะไปร่วมงาน Sneaker Party Thailand ในเดือนหน้านี้ครับ ฝากด้วยครับผม

 OPEN  |   ROOM

ภาพที่เห็นทั้งหมดในวันนี้จริงๆก็คือทีมงานไปถ่ายขอให้พวกเขา SuckCool เปิดบ้านให้เราเป็นที่แรก เพื่อจะให้แฟนๆทั้งของเขาและของชิมนี่ได้เห็นคลังแสงของพวกเขา แต่ละมุมอาจจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่เนื่องจากตอนที่ไปถ่ายและสัมภาษณ์นั้น อยู่ระหว่างการทำห้องรองเท้าในฝันของเขาซึ่งมันยังไม่เสร็จดีก็ถูกทีมงานรบเร้าขอลุยบุกเข้าไปซะงั้น

OPEN  STYLES

มาถึงตรงนี้ คงมองภาพของการก่อร่างสร้างตัวจนมาเป็นทุก SuckCool ทุกวันนี้ได้ชัดเจนขึ้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มาที่ไป แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดเล็กน้อยหากเรามุ่งมั่นและกำหนดทิศทางและเป้าหมายให้ชัดเจน ความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มักหลอมรวมเป็น “ธุรกิจในสิ่งที่รัก” ได้เสมอ เป็นความโชคดีของเขาทั้งสองถึงแม้วันนี้จะไม่ได้พูดถึงพี่ชายของเขามากนัก แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ “ความในใจ” และเรื่องราวของเขาทั้งสองนั่นเอง

เราพูดถึงอะไรกันมามากพอสมควรสำหรับคำถามจากนี้ไปเราอยากให้คุณมองภาพของ “เขาทั้งสอง” ได้ชัดเจนขึ้นในมุมของ Sneakerhead คนหนึ่งของวงการ “รองเท้าผ้าใบไทย”

อยากถามว่าจุดไหนที่บอกตัวเองได้ว่าเข้าสู่วงการสนีกเกอร์ซะแล้ว

ถ้าถามแบบนี้คงต้องพูดกันตั้งแต่ จุดเริ่มต้นน่าจะเป็นช่วงที่อยู่ม.1 ครับ ตอนนั้นเราจำได้ว่าเราไปเรียนพิเศษที่ตึกเรียนพิเศษแห่งหนึ่ง แล้วที่ตึกนั้นจะมีหลายสถาบันสอนพิเศษ ทำให้กลุ่มวัยรุ่นพลุกพล่านมาก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เทรนด์เล่นสเก็ตบอร์ดมาแรง เรามีรองเท้าแค่คู่เดียวตอนนั้นแล้วเป็นรองเท้าที่วัยรุ่นใส่กันน้อยมาก(เรามารู้ทีหลังว่ารองเท้าคู่นั้นเป็นของปลอม) เราจะเห็นคนใส่ Vans – NikeSB เยอะมากๆ โดยเฉพาะVansทรง Oldskool และ Authentic ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนใส่ Vans มันโครตเท่ห์เลย เราต้องหามาใส่บ้างให้ได้ หลังจากนั้น เราก็กลับบ้านมานั่งหาข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามเว็บบอร์ดหรือถามเพื่อนคนหนึ่งที่เราสนิทที่เราเคยเห็นมันพูดถึงรองเท้า Vans บ่อยๆ เราได้สอบถามและหาข้อมูลจนถึงบางอ้อว่า Vans โมเดลที่เราชอบมันคือโมเดล Vans Authentic หลังจากนั้นด้วยความที่ตอนนั้นเราไม่ได้มีโอกาสในการซื้อเหมือนปัจจุบัน ทำให้เราต้องหารองเท้าเป็นรองเท้ามือสองและราคาคุ้มค่าที่สุดเท่าที่ไหว เราตั้งหน้าตั้งตาเปิดเว็บบอร์ดที่จะใช้เป็นพื้นที่ให้คนมาลงขายรองเท้าอยู่เป็นประจำวันละหลายหน สอดส่องตามที่ต่างๆ และนั่นทำให้เราคลุกคลีและผูกพันธ์กับรองเท้าและสตรีทแฟชันอย่างไม่รู้ตัว

ถ้าอย่างนั้นแล้วเริ่มสะสมรองเท้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

เราสนใจรองเท้าแบบจริงๆจังๆก็ 7 ปีแล้วแต่เริ่มสะสมจริงๆ เริ่มมีโอกาสในการซื้อมากขึ้น จนเรียกว่าสะสมได้ คงเป็นช่วงปลายปี2012 ครับ

พอจะบอกให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าระหว่างความรู้สึกของสนีกเกอรคู่แรกที่ได้จับจองกับคู่ล่าสุด ต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงประวัติ Sneaker คู่แรกของผมก่อน ย้อนกลับไปในปี 2011 ในขณะนั้นผมชื่นชอบการเล่นบาสเกตบอลมาก และมีโอกาสได้เข้าชมรมบาสเกตบอลของโรงเรียน เราได้เห็นพี่ๆใส่รองเท้าบาสเก็ตบอลมากมาย ตอนนั้นเราจะสนใจทุกอย่างที่เกี่ยวกับบาสเกตบอล แน่นอนการ์ตูนในดวงใจเราคงเป็นเรื่องไหนไม่ได้นอกจาก “Slam Dunk”  แล้วเราได้เห็นพระเอกใส่รองเท้าคู่หนึ่ง มันคือ Air Jordan 1 “Bred” เราอยากได้มากจนอ้อนแม่อยู่ทุกวันเป็นเดือนๆ จนแม่ซื้อให้ ซึ่งรองเท้าคู่นั้นถือเป็นของสิ่งสุดท้ายที่เราขอแม่ด้วย เราดีใจมากๆ ที่สำคัญแม่ซื้อให้ 2 คู่ สำหรับเรากับพี่ชายคนละคู่ ซึ่งเรากับพี่ชายใส่รองเท้าไซต์เดียว กัน ทำให้แบ่งกันใส่ได้ วันนั้นแม่ซื้อ Air Jordan 1 “Bred” และ Air Jordan 1 “Chicago” มาให้ ซึ่งด้วยความที่พี่เราก็ชื่นชอบ Slamdunk เหมือนกันทำให้พี่เราแย่งคู่สี “Bred” ไป ทำให้ Sneaker คู่แรกในชีวิตเราคือ Air Jordan 1 “Chicago” นั่นเอง ตอนนั้นเราดีใจมาก สวมใส่มันแทบจะตลอดที่มีโอกาสสวมใส่ เวลาใส่แล้วจะรู้สึกว่าเราหล่อขึ้นเยอะมาก ฮ่าๆ แต่เรามารู้ทีหลังหลังจากผ่านมาหลายปี จนรองเท้ามันหมดอายุการใช้งานของมันว่ามันเป็นของปลอม แม่เราโดนหลอกขายมาจากร้านที่ตลาดกลางคืนคลองถม แต่เราก็ยังเก็บมันไว้นะ รู้สึกผูกพันธ์กับมันมากๆ จำความรู้สึกวันแรกที่ได้เป็นเจ้าของมันได้ดี คือมันที่สุดแล้วจริงๆ รู้สึกดีใจกว่ารองเท้าที่เราใช้เวลาตามหามันหลายๆปี หรือรองเท้าที่มีราคาสูงกว่าหลายสิบเท่าอีกด้วยซ้ำ คู่ปัจจุบันต่างๆที่เราซื้อมันเทียบกันไม่ได้เลย คู่แรกเราเห่อเป็นปีๆ แต่รองเท้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่เราซิ้อมาเรายอมรับตรงๆเลยว่าเห่อแค่ไม่กี่วันแรก ใส่ไม่กี่หนก็เก็บ กลายเป็นเน้นเก็บซะมากกว่า

หลังจากจากนั้นมีวิธีเสาะหามาสะสมอย่างไรบ้าง

ด้วยความที่เราเข้ามาสนใจรองเท้าในยุคที่โลก Social เริ่มเข้ามามีอิทธิพลพอดี ทำให้เราได้รู้จักคนเยอะ ทั้งคนไทยและเพื่อนชาวต่างชาติหลายๆชาติ ทำให้ในปัจจุบันหากเราอยากได้รองเท้ารุ่นไหนที่มันยังไม่ใช่รุ่นเก่าระดับ 7-8 ปี ขึ้นไป เราจะมีเพื่อนๆช่วยเหลืออยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นรองเท้าแบบยุคเก่าๆ ยุคสมัยก่อนเลยที่เราอยากตามเก็บ เช่นพวก Air Force 1, Dunk อะไรพวกนี้ รองเท้าพวกนี้มันหามือหนึ่งไม่ได้แล้ว ได้ก็ยากและราคาสูงมาก ทำให้เราจะหารองเท้าพวกนี้เป็นมือสอง ซึ่งเรามีร้านประจำของเราจนทำให้เราสนิทสนมกันมากในตอนนี้ เพราะรองเท้าเลยจริงๆที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำร้าน เราทำร้านนี้เพราะเรารักรองเท้า เราผูกพันธ์ เราอยากอะไรที่เรารัก เราเชื่อมันว่าเราทำมันออกมาได้ดีได้ เรามีความสุขและสนุกไปกับมันเสมอๆ ความเหนื่อยมันมีนะแต่มันมาไวไปไวมาก ทุกวันนี้เงินที่ได้จากร้านนอกจากจะเอามาเป็นค่าใบ้จ่ายในการเรียนหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันรวมถึงค่าใช้จ่ายในครอบครัวเนี่ย ส่วนที่เหลือเราก็เทให้รองเท้าที่เราอยากได้ทั้งหมดเลย ฮ่าๆ

เอาเรื่องขำๆเบาๆบ้างแบบพี่แบบน้อง ถามตรงๆเคยแย่งของสะสมกันเองบ้างไหม

มันไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ เพราะอย่างที่บอกไปในคำถามก่อหน้านี้ว่าพี่ชายเราใส่รองเท้าไซต์เดียวกับเรา ทำให้เราก็แชร์กันใส่ได้นะ อีกอย่างพี่ชายเราก็ไม่ได้เป็นนัก สะสมรองเท้า เป็น Sneakerhead แต่อย่างใด อย่างที่เราบอก เขาออกแนว Business Man ซะมากกว่า แต่ไม่ใช่เขาไม่สนใจ Sneakerd นะ เขาก็สนใจก็มีเก็บมีใส่อยู่บ้างพอสมควร

จริงๆแล้วมีพี่ชายเป็นไอดอลหรือป่าว

ถ้าให้พูดตรงๆก็ใช่เลย พ่อและพี่ชายเราคือต้นแบบ และคือไอดอลของเราอย่างแท้จริงเลย มีไม่กี่คนในชีวิตที่เป็นแรงบรรดาลใจหรือเป็นไอดอลของเรา พี่เราคือหนึ่งในนั้น ด้วยการวางตัว ด้วยสิ่งที่พี่คนโตทำเพื่อน้องอย่างเราและพี่สาวเราที่ผ่านมา รวมถึงการเสียสละ และการรู้จักทำมาหากิน คือที่เราเริ่มขายรองเท้าในตอนแรกส่วนนึงมาจากการที่เรา เห็นพี่ชายเราหาเงินได้เอง แล้วเราอยากทำได้บ้าง ตอนนั้นพี่ชายเราจะประกอบพวก CPU ขาย อีกทั้งในด้านความเป็น Business Man พี่เราถือเป็นแบบอย่างของเราเลย

ช่วยเล่าอารมณ์ของการได้ครอบครองคู่ที่ ได้มายากสุด กับ คู่ที่รักที่สุด

เราเราได้มายากที่สุดคงเป็น Air Yeezy 2 ส่วนคู่ที่เรารักที่สุดก็เป็นคู่ไหนไปไม่ได้นอกจาก Air Jordan 1 “Chicago” คู่ที่ได้มายากที่สุดอย่าง Air Yeezy 2 ถ้าให้พูดตรงๆอารมณ์ตอนได้เป็นเจ้าของก็รู้สึกดีใจมากนะ มันเป็นรองเท้าในฝันของเราและเชื่อว่าของSneakerheadหลายๆคน เราใช้เวลากว่า4ปีกว่าจะได้ครอบครองมัน ด้วยความที่มันมีราคาสูงทำให้เราบอกกับตัวเองว่าหลังจากซื้อแล้วจะไม่ซื้อคู่ไหนอีก 1 ปี ที่ไหนได้นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เรากล้าซื้อรองเท้าที่มีราคา สูงๆเลย ฮ่าๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันก็แพงนะ แต่ก็ไม่ได้แพงแบบขนาดคู่นั้น ส่วนคู่ที่รักที่สุดอย่าง Air Jordan 1 “Chicago” อย่างที่บอกว่ารองเท้าคู่แรกของเราคือคู่นี้ แต่ตอนนั้นมันเป็นของปลอม ตอนนี้เรามีโอกาสเราเลยตามเก็บ เรารู้สึกว่ามันมีสตอรี่ต่อเรามาก ทุกครั้งที่เห็นก็จะนึกถึงสมัยก่อน แล้วเพราะรองเท้ารุ่นนี้เลย ถึงทำให้เรามีทุกวันนี้ ทำให้เราตกหลุมรัก Sneaker จนทำร้านเลยก็ว่าได้

OPEN  STORY

เอาล่ะ เรารับรู้เรื่องราวของพวกเขามามากพอสมควรแล้ว เราเห็นรองเท้ากองโตของพวกเขาจนสาแก่ใจและตาลุกวาวแล้ว ที่นี้จะขอเจาะพูดถึงรองเท้าที่พวกเขาว่ามันมีสตอรี่กันบ้าง หากให้พูดทั้งหมดคงไม่ไหว เอาเป็นว่าขอพูดถึงรองเท้าที่พวกเขาอยากพูดทั้งสิบคู่นี้แล้วกัน

( ลำดับ 1.-5. นับจากซ้ายไปขวา โดยเริ่มจากซ้ายสุดเป็นลำดับที่ 1. )

1. Vans Sk8-Hi Japan Edition | 2. Nike Roshe Run FB “Yeezy” Colorway | 3. Adidas Nomad Primeknit “OG”
( สำหรับรองเท้าข้อ 1-3 นี้เป็นคู่ที่มีสตอรี่ไม่ใช่ต่อส่วนตัวเรา แต่เป็นต่อร้าน เรียกได้ว่าเป็น 3 จุดเปลี่ยนสำคัญของร้าน เริ่มจากคู่แรก ด้วยความที่ Vans เป็นแบรนด์รองเท้าที่ SuckCool เริ่มต้นมาเราถึงให้ความสำคัญกับมัน คู่ที่สอง คู่นี้เป็น Nike Roshe Run ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของร้าน ร้านเราเป็นร้านแรกๆที่ขายโมเดลนี้ ก่อนที่โมเดลนี้จะดังเป็นพลุแตกด้วยรูปทรงที่ใส่ง่ายและราคาที่ทุกคนจับต้องได้ พอโมเดลนี้ดังคนก็หาซื้อกัน ร้านเราเริ่มเป็นที่รู้จักเพราะรองเท้ารุ่นนี้เลย คู่ที้สาม Adidas NMD “OG” รองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าที่ร้านเราเอามาขายตั้งแต่ราคาไม่กี่พัน และรองเท้ายังไม่เป็นที่รู้จัก รวมถึงเป็น Adidas รุ่นแรกๆที่ร้านเราเอาเข้ามาขายแบบจริงจัง เราเชื่อว่ามันสวยและใส่สบายจริงๆ แล้วความเชื่อของเราก็ไม่ผิด รองเท้าคู่นี้ทำให้ร้านของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นเป็นอย่างมาก จนในปัจจุบันยอดขายเกือบครึ่งหนึง ของรองเท้าทั้งหมด มาจาก Adidas NMD สีต่างๆ ถ้าให้นับจำนวน NMD ที่ขายไป น่าจะเฉียดๆพันคู่แล้ว)

4. Nike Air Jordan 1 “Chicago”
เป็นรองเท้าที่รักที่สุด เนื่องจากSneakerคู่แรกในชีวิต เป็นโมเดลนี้สีนี้แต่เป็นของปลอม ทุกๆครั้งที่สีนี้นำกลับมาทำใหม่จะได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการเสมอๆจนทุกครั้งหลังจากที่วางจำหน่ายออกไป ราคารองเท้าจะมีราคาสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวเสมอ

5. Nike SB Dunk Hi “UNKLE”
รองเท้าคู่นี้เป็นรองเท้าที่วางขายในปี 2004 เป็นงาน ระหว่าง Nike กับ U.N.K.L.E. บริษัท Toy & Music และ Futura อาร์ททิสชือดัง เป็นรองเท้า Nike SB คู่แรกที่กล่องเป็นสีชมพู ราคาเปิดตัวราวๆ75USD แต่ปัจจุบันคู่ที่เป็น New with box เคยเห็นใน Flightclub ราคาขายอยู่ที่ 750USD ไปแล้ว เรียกว่าขึ้นมา 10 เท่าจากราคาวางจำหน่ายเลย

( ลำดับ 6.-10. นับจากซ้ายไปขวา โดยเริ่มจากซ้ายสุดเป็นลำดับที่ 6. )

6. Nike Air Jordan 1 “Fragment Design)
รองเท้าวางจำหน่ายในปี 2014 เป็นรองเท้าในฝันของคนที่ตามเก็บโมเดล Air Jordan 1 รวมถึงผมด้วย คู่นี้เป็นอีกคู่ที่ชอบเป็นอันดับต้นๆในใจ เพราะเราเป็นคนชอบโมเดลนีอยู่แล้ว และเป็นคนชอบสีน้ำเงิน เห็นคู่นี้แล้วตกหลุมรักเลย ยิ่งเป็นรุ่น Collaboration กับแบรนด์อย่าง Fragment Design ของ Hiroshi Fujiwara แล้ว มันยิ่งทวีคูณความอยากได้ ราคาเปิดตัวราวๆ 180 USD ส่วนราคาปัจจุบันทะลุ 1,000 USD ไปสักพักใหญ่ๆแล้ว
7. Nike Blazer High TZ x Stussy x Neighborhood “Boneyards”
เป็นรองเท้าที่วางจำหน่ายในปี 2008 โดยใช้ชื่อว่า “Boneyards Collection” ทำออกมาสามสีคือ สีขาว แดง และน้ำเงินอาจจะไม่ได้รองเท้าที่ได้รับความนิยมมาก ทั้งๆที่เป็นรองเท้าที่เป็นงาน Collaboration กับแบรนด์สตรีทแวร์ชั้นนำ ของโลกทั้งสามแบรนด์ แต่เป็นรองเท้าที่เรากลับชอบมาก ด้วยความที่เราชอบ Neighborhood และติดตาม Stussy อยู่เรื่อยๆ และเป็นคนชอบสีน้ำเงิน คู่นี้มันเป็นอะไรที่ลงตัวพอดีสำหรับเรา และไปเจอมันที่ร้านมือสองในราคาที่ถือว่าถูกมากๆ มากกว่าราคาคือดวงของเราที่โชคดีไปเจอรองเท้าที่ผลิตมาน้อยขนาดนี้ในร้านรองเท้ามือสองที่ตลาดจตุจักร

8. Nike Air Max Zero “Yellow”
สีนี้เป็นสีล่าสุดที่ทำออกมาวางขายในปีนี่หลายคนอาจจะไม่ชอบสีนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับเรา โมเดล Air Max Zero เป็นโมเดลที่ Tinker Hatfield เคยออกแบบไว้และสีที่ออกแบบไว้ก็เป็นสีนี้ด้วย แต่ในตอนนั้นโมเดลนี้ไม่ได้ถูกผลิตออกมาขายก่อนจะนำกลับมาวางขายในปีที่แล้วในเฉียดสีน้ำเงิน ขาว โมเดลนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบของ Air Max ซึ่งด้วยเรื่องราวของมันแล้ว เราบอกเลยว่าเป็นอีกคู่ที่ Sneakerhead ไม่ควรพลาด หลายคนบอกว่ามันเอามาแมชกับเสื้อผ้ายากจริงๆมันไม่ยากอย่างที่คิดนะอยากให้ลองดู

9. Nike Footscape Chukka Woven “Rainbow”
เป็นรองเท้าที่วางขายในปี 2012 ราคาตอนวางขาย 150USD  เราเห็นแว้บแรกเรารู้สึกว่ารอง เท้าทรงอะไรวะ เฮ่ยซะไม่มี Nike ทำอะไรออกมาขายเนี่ย ราคาเปิดตัวก็แพง จนปลายปีเราไปฮ่องกง เราเห็นคนใส่โมเดลนี้เยอะมาก แล้วพอเห็น Onfeet เห็นที่เขาเอามาแมชกับเสื้อผ้าแล้วรู้สึกแบบเฮ้ย สวยหวะ อยากได้ กลับไปต้องหาใ้ห้ได้ กลับไปต้องมี พอกลับมาเราหาข้อมูลก็มาชอบสีนี้เนี่ยแหละ กว่าจะได้ครอบครองนานเหมือนกันตามอยู่ 2 ปี ราคาปัจจุบันมือ 1 ก็ทะลุ 300USD ไปแล้ว

10.Bapesta x KAWS “Chompers”
เป็นรองเท้าที่วางขายในปี 2006 ไม่ต้องบอกถึงความหายาก ส่วนตัวเราชอบสีนี้มากๆ สำหรับเรามันดูลงตัว จริงๆก็ไม่ได้แฟนตัวยงของทั้ง Bape และ KAWS จะตามเก็บเฉพาะที่ชอบ อย่างรุ่นนี้ เราชอบโมเดลนี้ของ Bape กับชอบสีพอดี ก็เลยหาซื้อมาเก็บไว้ ตอนนี้รุ่นนี้ที่ยังเป็น Deadstock แบบนี้เราคิดว่าเหลือไม่กี่คู่ในโลกแล้ว

 

หลังจากที่ได้พูดคุยกันมาสักพักสุดท้ายนี้ทาง SuckCool เขาฝากบอกแฟนๆ Chimney Magazine และ ChimneyCheannel.com รวมถึงทุกท่านที่ได้ผ่านบทความนี้ด้วยการฝากผ่านบทความนี้ของเราชิมนี่ทีมว่า “ก็ขอขอบคุณแฟนชิมนี่ทุกคนนะครับที่สละเวลาเข้ามาอ่านเรื่องของเด็กผู้ชายตัวน้อยๆอย่างผม ขอบคุณจริงๆครับ” (ตัวไม่น้อยเลยนะครับ ฮา )

* * * เราหวังว่าจะเห็นพวกเขาเติบโตต่อไปทั้งในมุมธุรกิจและความเป็นสนีกเกอร์เฮดของพวกเขาทั้งสอง เราหวังว่า Sneakers Online Store ของไทยเราจะไปไกลข้ามประเทศและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวสนีเกอร์เฮดโลกบ้าง* * * ข้อมูลชีวิตส่วนตัวดีๆนี้พร้อมกับการที่ยอมเปิดบ้านให้เรา รวมถึงการที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฉลองครบรอบ 9 ปี ของนิตสารเราในครั้งนี้ด้วย ขอบคุณ ณ ตรงนี้ครับ* * *

THANKS : SUCKCOOL&SALUTE | NON/NAT – OWENER

ติดตามพวกเขาได้ที่ www.facebook.com/scsbkk  และ  www.facebook.com/salutebysuckcool นะครับ และเร็วๆนี้รองเท้าเจ๋งๆของพวกเขา พวกเราสามารถตามไปสัมผัสด้วยตาตัวเองที่ Sneaeker Party Thailand ในเดือนมิถุนายนนี้ (ถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน)

 

 

Article | info. by SuckCool Owner / editorial by Aey @ChimneyChannel.com

Photo | May @Chimney Magazine

FB: www.facebook.com/chimneymagaznie

  • Facebook
  • Twitter
  • Google+
  • Linkedin
  • Pinterest